Spread the love

3 min read

คุณกำลังโดนครอบงำจากนักการเมือง? รู้ทันกลยุทธ์จิตวิทยานักการเมือง!

ต้องการมืออาชีพช่วย เขียนบทความหรือเน้นการเขียนบทความคุณภาพสูง รวมถึงปรับแต่งบทความให้เหมาะสมตามรูปแบบธุรกิจและบริการของคุณ เสริมด้วยบริการ เขียนบทความ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาของเว็บไซต์คุณ ติดต่อตอนนี้ได้เลย

รู้ทันกลยุทธ์นักการเมือง

คุณเคยสงสัยไหมว่าเหตุใดบางครั้งคุณถึงเชื่อมั่นในความคิดของตนเองอย่างมาก และทำไมคนอื่นถึงมีความคิดเห็นที่ต่างออกไป แม้กระทั่งคิดว่าคนที่ไม่ได้คิดตามเรานั้นโดนหลอกหรือไม่รู้ข้อมูลที่เรารู้มา เราเป็นคนส่วนมากที่คิดถูกต้อง แม้สิ่งที่เรามั่นใจมากอาจไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนเพราะหลายครั้งเราก็ฟังมา เห็นมาแต่ไม่สามารถจะหาหลักฐานอะไรได้ ข้อมูลที่ฟังมาแล้วสมเหตุสมผลและบางครั้งเรามักจะอ้างถึงสิ่งที่เราเห็น อ้างอิงบุคคลอื่นที่เราคิดว่าถูกต้อง อ้างอิงข่าวหรือสื่อต่างๆที่เราคิดว่าตรงตามความเป็นจริง หรือแม้แต่การสัมผัสมาในอดีตว่าเป็นความจริงและคิดว่าต้องส่งผลไปที่อนาคตว่าต้องจริง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสิ่งที่นักการเมืองมักใช้ในการครอบงำทางความคิด เรามาดูกันว่าคุณกำลังอยู่ภายใต้ผลกระทบของอคติทางความคิด (Cognitive Biases) หรือไม่

สิ่งเหล่านี้มีผลอย่างมากในการโน้มน้าวใจและชักจูงเราในการเลือกตั้ง และจดจำไปในอนาคต

นักการเมืองรู้ดีว่าอคติทางความคิด (Cognitive Biases) มีผลต่อการตัดสินใจของเรา และพวกเขาใช้กลยุทธ์เหล่านี้อย่างชาญฉลาดในการสื่อสารและโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง บทความนี้จะพาคุณสำรวจ 7 อคติทางความคิดที่นักการเมืองใช้เพื่อให้คุณเชื่อมั่นและสนับสนุนพวกเขา แม้ว่าความจริงอาจไม่ตรงตามที่คุณคิดเสมอไป

เราทุกคนมีอคติทางความคิด (Cognitive Biases) ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว นักวิจัยและนักจิตวิทยาชื่อลินน์ ฮาเชอร์ (Lynn Hasher) ได้ศึกษาด้านการประมวลผลข้อมูลและความจำ และพบว่าคนมักเชื่อว่าข้อมูลเป็นความจริงเพียงเพราะการได้ยินหรือเห็นซ้ำๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Illusory Truth Effect ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอคติที่เกิดขึ้นในกระบวนการคิดและตัดสินใจของเรา

สมองของเรามักพยายามทำให้การประมวลผลข้อมูลง่ายขึ้น โดยมักทำให้เรามองเห็นและตีความข้อมูลในแบบที่ยืนยันความเชื่อเดิมของเรา นักการเมืองบางคนรู้ดีถึงเรื่องนี้ และพวกเขาใช้ประโยชน์จากอคติทางความคิดในการสร้างข้อความที่มีผลกระทบและสื่อสารกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ

อคติทางความคิด (Cognitive Biases: ค็อก-นิ-ทีฟ ไบ-แอส-เซส)

เครื่องมือจิตวิทยาที่นักการเมืองใช้เพื่อโน้มน้าวใจคุณ

  1. Confirmation Bias (ค็อน-เฟอร์-เม-ชั่น ไบ-แอส): อคติยืนยัน
  2. Illusory Truth Effect (อิ-ลู-เซอะ-รี ทรูธ เอฟ-เฟคท์): ผลกระทบของความจริงลวง
  3. Echo Chamber Effect (เอค-โค เชม-เบอร์ เอฟ-เฟคท์): ผลกระทบของห้องเสียงสะท้อน
  4. Cognitive Dissonance (ค็อก-นิ-ทีฟ ดิส-โซ-แนนซ์): ความไม่สอดคล้องทางจิตใจ
  5. Bandwagon Effect (แบน-แวก-กอน เอฟ-เฟคท์): แรงดึงดูด ที่ทำให้ผู้คน อยากทำตาม กระแสความนิยม
  6. Scarcity Heuristic (สแคร์-สิ-ที เฮอ-ริส-ติก): การให้ค่ากับสิ่งที่หายาก
  7. Availability Heuristic (อะ-เว-ลิ-บิล-ลิ-ที เฮอ-ริส-ติก): การให้ค่าน้ำหนักกับข้อมูลที่สามารถเรียกคืนจากความทรงจำได้ง่าย

1. การใช้ Confirmation Bias

Confirmation Bias หรืออคติยืนยัน เป็นแนวโน้มที่บุคคลมักมองหาหรือเชื่อในข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือสมมติฐานที่มีอยู่เดิมของตนเอง และมองข้ามหรือปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนเอง

คุณเคยคิดหรือไม่ว่าถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านไปแล้วหลายครั้ง เข้าคูหาเลือกตั้งก็หลายหน ถึงแม้จะไม่เห็นนักการเมืองทำได้ตามที่พูดได้ตามที่หาเสียงไว้ แต่เราก็ยังจะเลือกเชื่อในสิ่งที่นักการเมืองพูด ถึงขนาดมีบางคนบอกว่า “คนไทยลืมง่าย ใจดี”  และเกิดข้อสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็เห็นอยู่ว่านักการเมืองคนนั้นไม่ดี แต่เพราะเหตุใดผลการเลือกตั้งออกมาคนส่วนใหญ่ก็ไปเลือกเค้า แต่ทำไมไม่เลือกเหมือนเรา ในทางตรงกันข้ามคนอื่นก็คิดเช่นเดียวกันกับคุณแบบนี้ว่าต้องเลือกซิเค้าดีจะตาย ความรู้สึกนี้เป็นผลมาจากอคติยืนยันที่ทำให้เราเลือกที่จะมองข้ามความผิดพลาดในอดีตและให้โอกาสใหม่ๆ เสมอ

ตัวอย่างเพิ่มเติม:

  1. นักการเมืองชื่อสมชาย: สมชายเป็นนักการเมืองที่รู้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยจะช่วยลดอาชญากรรมได้ เขาจึงเน้นนโยบายที่เกี่ยวกับการเพิ่มตำรวจ การติดตั้งกล้องวงจรปิด และการสร้างแผนการรักษาความปลอดภัยในชุมชนในทุกการหาเสียง และใช้ข้อมูลที่แสดงถึงความสำเร็จของนโยบายนี้จากสถานที่อื่นๆ มานำเสนอ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าความเชื่อของพวกเขาได้รับการยืนยันและสนับสนุน
  2. การลงโฆษณา: สมชายยังใช้การลงโฆษณาที่แสดงถึงความสำเร็จของนโยบายการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่อื่นๆ เช่น โฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุที่แสดงภาพชุมชนที่ปลอดภัย มีการลดลงของอาชญากรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ถูกทำซ้ำและเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำเร็จ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าความเชื่อของตนได้รับการยืนยัน
  3. การพบปะชุมชน: สมชายจัดกิจกรรมพบปะประชาชนในชุมชนต่างๆ และเล่าเรื่องราวความสำเร็จของการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่อื่นๆ เขาเน้นย้ำถึงการลดอาชญากรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
  4. การนำเสนอข้อมูลความสำเร็จ: สมชายมักนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มคุณภาพการศึกษา เช่น “โรงเรียนประถมบ้านใหม่ได้รับงบประมาณในการสร้างห้องเรียนใหม่และติดตั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”
  5. การใช้สื่อในการสื่อสาร: สมชายใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการแชร์เรื่องราวความสำเร็จของโครงการพัฒนาการศึกษา เช่น วิดีโอสัมภาษณ์ครูและนักเรียนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าความเชื่อของพวกเขาได้รับการยืนยัน
  6. การจัดกิจกรรมในชุมชน: สมชายจัดกิจกรรมในชุมชน เช่น การประชุมและเวิร์กช็อปที่เน้นการพัฒนาการศึกษา เขาเชิญผู้ปกครอง ครู และนักเรียนมาแชร์ประสบการณ์และความสำเร็จที่เกิดจากนโยบายของเขา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในชุมชน

วิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าคนเรามักจะเชื่อถือและสนับสนุนบุคคลที่มีหน้าตาดี บุคลิกภาพเด่น

นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ทางจิตวิทยา ที่มีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง นั่นก็คือ “หน้าตา” นักการเมืองที่มีหน้าตาดี มักจะได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า การวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าคนเรามักจะเชื่อถือและสนับสนุนบุคคลที่มีหน้าตาดี บุคลิกภาพเด่นมากกว่า เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางจิตวิทยาระหว่างความน่าสนใจทางกายภาพและความสามารถ

ตัวอย่าง:

  1. นักการเมืองชื่อสมชาย: สมชายไม่เพียงแค่ใช้ Confirmation Bias ในการหาเสียงเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะทางกายภาพที่ดูดีและน่าดึงดูด ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้น เนื่องจากการวิจัยพบว่าบุคคลที่มีลักษณะทางกายภาพที่น่าดึงดูดมักจะถูกมองว่ามีความสามารถและน่าเชื่อถือมากกว่า
  2. การใช้ภาพลักษณ์ในโฆษณา: สมชายใช้ภาพลักษณ์ที่ดีของตนเองในโฆษณาทางสื่อ เช่น โปสเตอร์หาเสียงที่มีภาพสมชายยิ้มอย่างเป็นมิตรและดูดี การใช้ภาพลักษณ์ที่ดีช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในนโยบายของเขา
  3. การแสดงตัวในสื่อสาธารณะ: สมชายมักปรากฏตัวในสื่อสาธารณะด้วยการแต่งกายที่ดูดีและเป็นระเบียบ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่มีความสามารถและน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกมั่นใจในตัวเขามากขึ้น

แหล่งอ้างอิง: Nickerson, R. S. (1998). “Confirmation bias: A ubiquitous phenomenon in many guises.” Review of General Psychology, 2(2), 175-220.

การที่เราเชื่อมั่นในข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของเราและมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้ง ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจในแบบที่สนับสนุนความเชื่อของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองบางคนใช้ในการหาเสียงและโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง


2. การใช้ Illusory Truth Effect

อีกวิธีหนึ่งที่นักการเมืองบางคนใช้คือ Illusory Truth Effect ซึ่งคือปรากฏการณ์ที่บุคคลเชื่อว่าข้อมูลเป็นความจริงเนื่องจากการได้ยินหรือเห็นซ้ำๆ นักการเมืองบางคนใช้หลักการนี้ในการสร้างสโลแกนและข้อความที่ทำซ้ำหลายครั้ง เช่น “งานสำหรับทุกคน” หรือ “สุขภาพที่ดีสำหรับทุกครอบครัว” การทำซ้ำข้อความเหล่านี้ในการพูดหาเสียง โฆษณา และโพสต์ในสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจดจำและเชื่อในข้อความดังกล่าว

ตัวอย่าง:

สมมติว่ามีนักการเมืองชื่อ “สมชาย” ที่ต้องการชนะการเลือกตั้งและเขาใช้ Illusory Truth Effect ในการสร้างข้อความหาเสียง

  1. การสร้างสโลแกน: สมชายสร้างสโลแกนง่ายๆ แต่มีพลัง เช่น “งานสำหรับทุกคน” ซึ่งเป็นข้อความที่ฟังแล้วจับใจและเข้าใจง่าย
  2. การทำซ้ำข้อความ: สมชายทำซ้ำข้อความนี้หลายครั้งในทุกช่องทางการสื่อสาร ทั้งในการพูดหาเสียง โฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ และโพสต์ในสื่อโซเชียลมีเดียตัวอย่าง:
    • ในการพูดหาเสียงทุกครั้ง สมชายจะกล่าวถึง “งานสำหรับทุกคน” ในตอนเริ่มต้นและตอนจบของการพูด เพื่อให้ผู้ฟังจดจำได้
    • โฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุจะมีข้อความนี้ปรากฏอยู่เสมอ เช่น “สมชาย: งานสำหรับทุกคน”
    • ในสื่อโซเชียลมีเดียของสมชาย ข้อความ “งานสำหรับทุกคน” จะปรากฏในโพสต์ต่างๆ พร้อมกับภาพประกอบที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพของชุมชนที่มีงานทำและมีความสุข
  3. การใช้กราฟิกและวิดีโอ: สมชายใช้กราฟิกและวิดีโอที่มีข้อความ “งานสำหรับทุกคน” ในการหาเสียงทางออนไลน์และออฟไลน์ตัวอย่าง:
    • โพสต์ใน Facebook และ Instagram จะมีภาพกราฟิกที่เน้นข้อความ “งานสำหรับทุกคน” พร้อมกับภาพของสมชายที่กำลังพูดคุยกับประชาชน
    • วิดีโอหาเสียงที่ถูกแชร์ใน YouTube และ TikTok จะมีการเน้นข้อความ “งานสำหรับทุกคน” ซ้ำๆ ตลอดวิดีโอ
  4. การทำซ้ำในกิจกรรมชุมชน: ในการพบปะประชาชน สมชายและทีมงานจะใช้ข้อความนี้ในการสนทนาและแจกจ่ายเอกสารที่มีข้อความ “งานสำหรับทุกคน” ซ้ำๆตัวอย่าง:
    • ในการจัดกิจกรรมชุมชน สมชายจะพูดถึงความสำคัญของการสร้างงานและย้ำข้อความ “งานสำหรับทุกคน” ตลอดการพูด
    • เอกสารประชาสัมพันธ์และโปสเตอร์ที่แจกจ่ายในชุมชนจะมีข้อความ “งานสำหรับทุกคน” โดดเด่นอยู่เสมอ

แหล่งอ้างอิง: Hasher, L., Goldstein, D., & Toppino, T. (1977). “Frequency and the conference of referential validity.” Journal of Verbal Learning and Verbal Behavior, 16(1), 107-112.

การทำซ้ำข้อความอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเช่นนี้ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจดจำและเชื่อในข้อความดังกล่าว ความถี่ในการเห็นหรือได้ยินข้อความเดิมๆ ทำให้เกิด Illusory Truth Effect ซึ่งทำให้ข้อมูลนั้นดูเหมือนจริงและน่าเชื่อถือมากขึ้น ส่งผลให้สมชายสามารถสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง


3. การใช้ Echo Chamber Effect

คุณเคยเข้าร่วมกลุ่มในโซเชียลมีเดียที่มีความคิดเห็นเหมือนกันกับคุณไหม? นั่นคือ Echo Chamber Effect นักการเมืองบางคนใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสร้างชุมชนออนไลน์หรือกลุ่มสนับสนุนที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นที่สอดคล้องกับนโยบายและมุมมองของตนเอง กลุ่มสนับสนุนใน Facebook ที่สมาชิกแชร์และอภิปรายข้อมูลที่สนับสนุนผู้สมัครและนโยบายของเขา ทำให้ความเชื่อเดิมของผู้สนับสนุนยิ่งเข้มแข็งขึ้น

ตัวอย่าง:

สมมติว่ามีนักการเมืองชื่อ “สมชาย” ที่มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น เขาใช้ Echo Chamber Effect ในการสร้างกลุ่มสนับสนุนบน Facebook ชื่อว่า “ชุมชนเทคโนโลยีไทยเพื่ออนาคต” ในกลุ่มนี้ สมาชิกจะแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็นที่สนับสนุนและส่งเสริมแนวคิดของสมชาย

  1. การสร้างชุมชนออนไลน์: สมชายสร้างกลุ่ม Facebook ที่เน้นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจท้องถิ่น สมาชิกในกลุ่มนี้มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันและสนับสนุนนโยบายของสมชายอย่างเต็มที่ตัวอย่าง: กลุ่ม Facebook “ชุมชนเทคโนโลยีไทยเพื่ออนาคต” มีสมาชิกที่สนใจการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจท้องถิ่น สมาชิกในกลุ่มจะโพสต์ข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จของโครงการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนโดยสมชาย
  2. การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สนับสนุนกัน: ในกลุ่มนี้ สมาชิกจะแชร์บทความ ข่าวสาร และความคิดเห็นที่สนับสนุนแนวคิดของสมชาย ทำให้ความเชื่อในนโยบายของสมชายยิ่งเข้มแข็งขึ้นตัวอย่าง: สมาชิกในกลุ่มแชร์บทความเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีในท้องถิ่นและการสร้างงานในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสมชาย สมาชิกคนอื่นๆ แสดงความคิดเห็นเชิงบวกและเสริมสร้างความเชื่อในแนวคิดของสมชาย
  3. การอภิปรายและเสริมสร้างความคิดเห็น: สมาชิกในกลุ่มจะอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สนับสนุนนโยบายของสมชาย ทำให้ความเชื่อในนโยบายของเขายิ่งเข้มแข็งขึ้นตัวอย่าง: ในกลุ่มมีการอภิปรายเกี่ยวกับประโยชน์ของการลงทุนในเทคโนโลยี สมาชิกแสดงความคิดเห็นว่าการลงทุนนี้จะช่วยสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสมชาย สมาชิกคนอื่นๆ ก็เสริมสร้างความคิดเห็นนี้ด้วยข้อมูลเพิ่มเติมและการสนับสนุนเชิงบวก

แหล่งอ้างอิง: Barberá, P., Jost, J. T., Nagler, J., Tucker, J. A., & Bonneau, R. (2015). “Tweeting from left to right: Is online political communication more than an echo chamber?” Psychological Science, 26(10), 1531-1542.

การใช้ Echo Chamber Effect ช่วยให้นักการเมืองสามารถสร้างฐานสนับสนุนที่เข้มแข็งและเชื่อมั่นในนโยบายของเขา การสร้างกลุ่มสนับสนุนในสื่อโซเชียลมีเดียที่สมาชิกแชร์และอภิปรายข้อมูลที่สอดคล้องกัน ทำให้ความเชื่อในนโยบายของนักการเมืองยิ่งเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น


4. การจัดการกับ Cognitive Dissonance

Cognitive Dissonance คือความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างความเชื่อเดิมกับข้อมูลใหม่ นักการเมืองบางคนสร้างข้อความที่ลดความไม่สบายใจนี้ โดยนำเสนอข้อมูลที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง เช่น “การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า” และเน้นข้อดีของการสนับสนุนผู้สมัครใหม่ การเน้นประโยชน์ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะได้รับช่วยลดความไม่สบายใจและเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับสนุน

ตัวอย่าง:

สมมติว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีความเชื่อเดิมว่านโยบายการเก็บภาษีสูงไม่ดีต่อเศรษฐกิจ และเคยสนับสนุนนักการเมืองที่มีนโยบายลดภาษี แต่ในขณะเดียวกัน นักการเมืองคนใหม่ที่เสนอนโยบายการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภคและการศึกษากลับทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกไม่สบายใจเพราะข้อมูลใหม่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม

นักการเมืองใหม่สามารถจัดการกับ Cognitive Dissonance โดย:

  1. การนำเสนอข้อมูลเชิงบวก: นักการเมืองใหม่อาจเน้นย้ำถึงข้อดีของการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น “การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า” และเน้นย้ำว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนการสร้างสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนตัวอย่างข้อความ: “ด้วยการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เราจะสามารถสร้างโรงเรียนใหม่ที่มีคุณภาพสูงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น ทำให้ลูกหลานของเราได้รับการศึกษาและมีอนาคตที่สดใสกว่าเดิม”
  2. การเปรียบเทียบกับประสบการณ์เชิงบวกในอดีต: นักการเมืองอาจยกตัวอย่างประสบการณ์เชิงบวกที่เกิดจากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในอดีต หรือในประเทศอื่นที่ได้ผลดีตัวอย่างข้อความ: “ประเทศไทย ได้ใช้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการศึกษา ซึ่งทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพาประเทศเราไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน”
  3. การสร้างวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ: การสร้างภาพอนาคตที่น่าดึงดูดและน่าสนใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ช่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกมองเห็นถึงประโยชน์ในระยะยาวตัวอย่างข้อความ: “ในอีกสิบปีข้างหน้า เราจะเห็นเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ระบบการศึกษาที่ดีที่สุด และการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพสูง นี่คืออนาคตที่เราจะสร้างร่วมกันผ่านการเปลี่ยนแปลงนโยบายในวันนี้”

ตัวอย่างการใช้หลัก Cognitive Dissonance ในการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา

  1. การเสริมสร้างความเชื่อเดิม: ผู้สมัครมักพยายามเสริมสร้างความเชื่อเดิมของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่สนับสนุนตนเอง โดยการนำเสนอข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อและมุมมองที่ตรงกัน ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกมั่นใจและไม่สบายใจน้อยลงเมื่อต้องเผชิญกับข้อมูลที่ขัดแย้ง
  2. การโจมตีฝ่ายตรงข้าม: ผู้สมัครมักพยายามทำให้ผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามเกิดความไม่สบายใจและความไม่แน่ใจเกี่ยวกับความเชื่อและการตัดสินใจของตน โดยการนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อและมุมมองของผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม
  3. การใช้สื่อและโฆษณา: ผู้สมัครมักใช้สื่อและโฆษณาเพื่อทำซ้ำข้อความที่ต้องการให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเชื่อ ทำให้เกิด Illusory Truth Effect ซึ่งเป็นการเชื่อว่าข้อมูลเป็นความจริงเพราะการได้ยินหรือเห็นซ้ำๆ
  4. การสร้างห้องเสียงสะท้อน (Echo Chambers): ผู้สมัครมักสร้างชุมชนออนไลน์หรือกลุ่มสนับสนุนที่มีความคิดเห็นเดียวกัน ทำให้ผู้สนับสนุนได้รับข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเชื่อเดิมยิ่งเข้มแข็งขึ้น
  5. การใช้ความกลัวและความไม่แน่ใจ: ผู้สมัครมักใช้ความกลัวและความไม่แน่ใจในการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยการนำเสนอข้อมูลที่ทำให้เกิดความกลัวหรือความไม่มั่นใจในฝ่ายตรงข้าม ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกไม่สบายใจและพยายามหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตนเอง

ตัวอย่างจริงในการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา

  1. การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016:
    • Cognitive Dissonance: ผู้สนับสนุนของทั้งฮิลลารี คลินตันและโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะมองข้ามข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนเอง และพยายามหาข้อมูลที่สนับสนุนผู้สมัครของตน ทำให้ความเชื่อมั่นในผู้สมัครของตนยิ่งเข้มแข็งขึ้น
    • Illusory Truth Effect: การทำซ้ำข้อความและสโลแกนเช่น “Make America Great Again” ของทรัมป์ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจดจำและเชื่อในข้อความดังกล่าว
  2. การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018:
    • Echo Chambers: การใช้โซเชียลมีเดียในการสร้างกลุ่มสนับสนุนที่มีความคิดเห็นเดียวกัน ทำให้ผู้สนับสนุนได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเชื่อของตนเข้มแข็งขึ้น
    • Bandwagon Effect: ผู้สมัครและพรรคการเมืองมักพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองมีการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก เพื่อทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าการสนับสนุนผู้สมัครนี้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ

การตระหนักถึงอคติทางความคิดเหล่านี้ช่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณและไม่ตกเป็นเหยื่อของการชักจูงโดยไม่รู้ตัว จากตัวอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง เห็นชัดเจนได้ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 พรรคการเมืองต่างๆ งัดวิธีนี้ขึ้นมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

แหล่งอ้างอิง: Festinger, L., & Carlsmith, J. M. (1959). “Cognitive consequences of forced compliance.” The Journal of Abnormal and Social Psychology, 58(2), 203-210.

การใช้วิธีการเหล่านี้ช่วยลดความไม่สบายใจที่เกิดจาก Cognitive Dissonance และเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง


5. การใช้ Bandwagon Effect

มาถึงกลยุทธ์สุดท้าย Bandwagon Effect คือปรากฏการณ์ที่บุคคลทำหรือเชื่อในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำหรือเชื่อ นักการเมืองบางคนใช้หลักการนี้ในการสร้างความรู้สึกว่าผู้สมัครได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการกระจายข้อมูลและสร้างกระแสสนับสนุน

ตัวอย่าง:

สมมติว่ามีนักการเมืองชื่อ “สมชาย” ที่ต้องการชนะการเลือกตั้ง เขาใช้ Bandwagon Effect บนโซเชียลมีเดียในการสร้างความรู้สึกว่าผู้คนจำนวนมากสนับสนุนเขา

  1. การใช้ผู้มีอิทธิพล (Influencers): สมชายใช้ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย เช่น ดารา นักร้อง หรือบุคคลที่มีผู้ติดตามมาก ให้การสนับสนุนเขา โดยผู้มีอิทธิพลเหล่านี้จะโพสต์ข้อความและภาพที่แสดงถึงการสนับสนุนสมชายตัวอย่าง:
    • ดาราชื่อดังโพสต์ภาพตัวเองกับสมชายใน Instagram พร้อมข้อความว่า “สนับสนุนสมชายเพื่ออนาคตที่ดีกว่า”
    • ยูทูปเบอร์ชื่อดังทำวิดีโอเกี่ยวกับนโยบายของสมชายและชักชวนผู้ติดตามให้สนับสนุนเขาในการเลือกตั้ง
  2. การสร้างแฮชแท็ก (#Hashtag) ที่ติดเทรนด์: สมชายสร้างแฮชแท็กที่น่าสนใจและชักชวนผู้สนับสนุนให้ใช้แฮชแท็กนี้ในการโพสต์เนื้อหาที่สนับสนุนเขา เมื่อแฮชแท็กนั้นกลายเป็นเทรนด์ในโซเชียลมีเดีย จะสร้างความรู้สึกว่ามีคนจำนวนมากสนับสนุนสมชายตัวอย่าง:
    • สมชายใช้แฮชแท็ก #สมชายเพื่ออนาคต ในทุกโพสต์ของเขา และขอให้ผู้สนับสนุนใช้แฮชแท็กนี้เมื่อโพสต์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
    • เมื่อแฮชแท็ก #สมชายเพื่ออนาคต ติดเทรนด์ใน Twitter และ Facebook ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่ามีคนจำนวนมากสนับสนุนสมชาย
  3. การแสดงภาพการชุมนุมและกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก: สมชายโพสต์ภาพและวิดีโอของการชุมนุมและกิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความนิยมและการสนับสนุนที่เขาได้รับตัวอย่าง:
    • สมชายโพสต์วิดีโอของการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมหลายพันคนใน Facebook และ YouTube พร้อมกับข้อความว่า “ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมชุมนุมในวันนี้”
    • การไลฟ์สด (Live Streaming) กิจกรรมของสมชายบน Instagram และ Facebook ที่มีผู้ชมหลายพันคน ทำให้เห็นถึงความนิยมและการสนับสนุนในวงกว้าง
  4. การใช้การสำรวจความคิดเห็นออนไลน์: สมชายสร้างแบบสำรวจความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย เช่น Twitter Poll หรือ Facebook Poll เพื่อให้ผู้ติดตามเข้าร่วมโหวตและแสดงความเห็น เมื่อผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าสมชายได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก จะสร้างความรู้สึกว่าการสนับสนุนเขาเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำตัวอย่าง:
    • สมชายโพสต์แบบสำรวจใน Twitter ว่า “คุณสนับสนุนสมชายในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่?” ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่ามีผู้สนับสนุนเขาเป็นจำนวนมาก
    • การสร้างแบบสำรวจความคิดเห็นใน Facebook Group ที่มีสมาชิกจำนวนมากและผลสำรวจแสดงถึงการสนับสนุนที่สูง ทำให้เกิด Bandwagon Effect

แหล่งอ้างอิง: Nadeau, R., Cloutier, E., & Guay, J. H. (1993). “New evidence about the existence of a bandwagon effect in the opinion formation process.” International Political Science Review, 14(2), 203-213.

การใช้ Bandwagon Effect บนโซเชียลมีเดียช่วยให้นักการเมืองสามารถสร้างความรู้สึกว่าการสนับสนุนเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นที่นิยม ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าการสนับสนุนสมชายเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังทำและเป็นสิ่งที่ควรทำตาม ส่งผลให้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากขึ้น


6. Scarcity Heuristic (สแคร์-สิ-ที เฮอ-ริส-ติก): การให้ค่ากับสิ่งที่หายาก

อธิบาย: Scarcity Heuristic เป็นแนวโน้มที่บุคคลจะให้คุณค่าหรือความสำคัญมากขึ้นกับสิ่งที่หายากหรือยากต่อการเข้าถึง เรามักเชื่อว่าถ้าบางสิ่งบางอย่างหายาก มันจะต้องมีค่าและสำคัญกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากกลไกทางจิตวิทยาที่เรามักให้ค่ากับสิ่งที่เราคิดว่าควบคุมหรือเข้าถึงได้ยาก

ตัวอย่างในทางการเมือง:

นักการเมืองบางคนใช้ Scarcity Heuristic ในการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยการสร้างความรู้สึกว่าข้อมูลหรือโอกาสที่ได้รับนั้นเป็นข้อมูลที่หายากและมีค่า โดยอาจเป็นข้อมูลที่ได้ยินมาจากวงใน หรือจากคนใกล้ชิด ซึ่งทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าข้อมูลนั้นมีความสำคัญมากขึ้น

  1. การสร้างความรู้สึกว่าข้อมูลเป็นความลับวงใน: นักการเมืองอาจพูดถึงข้อมูลบางอย่างที่ได้รับมาจากแหล่งข่าววงในหรือจากคนใกล้ชิด เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าข้อมูลนั้นมีค่าและพิเศษตัวอย่าง: “ผมได้รับข้อมูลวงในมาว่า โครงการพัฒนาชุมชนนี้จะได้รับงบประมาณพิเศษจากรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ คุณควรสนับสนุนโครงการนี้เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ”
  2. การเน้นความหายากของข้อมูลหรือโอกาส: นักการเมืองอาจสร้างความรู้สึกว่าข้อมูลหรือโอกาสที่ได้รับนั้นมีความหายากและยากที่จะเข้าถึง ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจตัวอย่าง: “โครงการนี้เป็นโครงการที่มีงบประมาณจำกัด และมีเพียงไม่กี่ชุมชนที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม คุณควรสนับสนุนเราเพื่อให้ชุมชนของเราได้รับโอกาสพิเศษนี้”
  3. การสร้างความรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่: นักการเมืองอาจพูดถึงข้อมูลหรือโอกาสในลักษณะที่ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่หรือยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้ข้อมูลนั้นดูน่าสนใจและมีค่ามากขึ้นตัวอย่าง: “ผมได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดในรัฐบาลว่า จะมีการเปิดตัวโครงการพิเศษในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับชุมชนของเรา คุณไม่ควรพลาดข้อมูลนี้”

การใช้ Scarcity Heuristic ในลักษณะนี้ทำให้นักการเมืองสามารถสร้างความรู้สึกว่าข้อมูลหรือโอกาสที่ได้รับนั้นมีค่าและสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจและสนับสนุนนโยบายหรือโครงการนั้น

แหล่งอ้างอิง: Cialdini, R. B. (1987). “Influence: The Psychology of Persuasion.” Harper Collins.


7. Availability Heuristic (อะ-เว-ลิ-บิล-ลิ-ที เฮอ-ริส-ติก): การให้ค่าน้ำหนักกับข้อมูลที่สามารถเรียกคืนจากความทรงจำได้ง่าย

อธิบาย: Availability Heuristic เป็นแนวโน้มที่บุคคลจะตัดสินใจหรือประเมินความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ตามข้อมูลที่สามารถเรียกคืนจากความทรงจำได้ง่ายหรือพบเห็นบ่อยๆ ข้อมูลที่เห็นบ่อยๆ หรือได้ยินซ้ำๆ จะมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าข้อมูลที่ไม่ค่อยได้ยิน

ตัวอย่างในทางการเมือง:

นักการเมืองบางคนใช้ Availability Heuristic ในการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยการนำเสนอข้อมูลหรือเหตุการณ์ซ้ำๆ ทำให้ข้อมูลนั้นติดอยู่ในความทรงจำและส่งผลต่อการตัดสินใจ

  1. การเน้นย้ำข้อมูลในสื่อ: นักการเมืองอาจเน้นย้ำข้อมูลหรือเหตุการณ์ในสื่อต่างๆ บ่อยๆ เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำข้อมูลนั้นได้ง่ายและมองว่ามันสำคัญตัวอย่าง: “สมชายปรากฏตัวในข่าวบ่อยครั้งเพื่อพูดถึงความสำเร็จของนโยบายการสร้างงานใหม่ โดยมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ และการจ้างงานในท้องถิ่นบ่อยๆ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเชื่อว่านโยบายนี้มีความสำคัญและมีผลกระทบที่ดี”
  2. การใช้โฆษณาและแคมเปญซ้ำๆ: นักการเมืองอาจใช้โฆษณาและแคมเปญหาเสียงที่เน้นข้อความหรือสโลแกนซ้ำๆ เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำได้ง่ายและรู้สึกว่าข้อมูลนั้นสำคัญตัวอย่าง: “สมชายใช้โฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ และโซเชียลมีเดียในการโปรโมตนโยบาย ‘งานสำหรับทุกคน’ ซ้ำๆ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำสโลแกนนี้ได้และเชื่อว่านโยบายนี้จะมีผลดีต่อชุมชน”
  3. การสร้างความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน: นักการเมืองอาจใช้ข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับนโยบายของตน ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมองว่านโยบายของเขาเกี่ยวข้องและสำคัญตัวอย่าง: “ในช่วงที่มีเหตุการณ์ภัยธรรมชาติบ่อยๆ สมชายเน้นย้ำนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติ โดยนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อภัยธรรมชาติของทีมงานของเขา ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกว่านโยบายนี้มีความสำคัญและน่าเชื่อถือ”

การใช้ Availability Heuristic ในลักษณะนี้ทำให้นักการเมืองสามารถสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้โดยการนำเสนอข้อมูลหรือเหตุการณ์ซ้ำๆ ทำให้ข้อมูลนั้นติดอยู่ในความทรงจำและมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

แหล่งอ้างอิง:

  • Tversky, A., & Kahneman, D. (1973). “Availability: A heuristic for judging frequency and probability.” Cognitive Psychology, 5(2), 207-232.
  • Cialdini, R. B. (1987). “Influence: The Psychology of Persuasion.” Harper Collins.

คุณกำลังอยู่ภายใต้ผลกระทบของอคติทางความคิด (Cognitive Biases)หรือไม่

การตระหนักรู้ว่าเรากำลังตกอยู่ภายใต้ผลกระทบของอคติทางความคิด (Cognitive Biases) ทั้ง 7 ข้อโดยไม่รู้ตัวนั้น อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีวิธีการและสัญญาณบางอย่างที่สามารถช่วยให้เราตระหนักและตรวจสอบได้:

1. Confirmation Bias (ค็อน-เฟอร์-เม-ชั่น ไบ-แอส): อคติยืนยัน

สัญญาณ: คุณมักจะมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของคุณ และมองข้ามหรือปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้ง
การตรวจสอบ: ลองถามตัวเองว่าคุณได้พิจารณาข้อมูลจากทุกแง่มุมหรือยังเพราะปกติเรามักฟังข้อมูลที่ขัดแย้งกับที่เราคิดไม่ได้ และพยายามมองหาข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของคุณเพื่อให้มีมุมมองที่ครบถ้วนมากขึ้น

2. Illusory Truth Effect (อิ-ลู-เซอะ-รี ทรูธ เอฟ-เฟคท์): ผลกระทบของความจริงลวง

สัญญาณ: คุณเชื่อว่าข้อมูลเป็นความจริงเนื่องจากการได้ยินหรือเห็นซ้ำๆ แม้ว่าอาจไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
การตรวจสอบ: ตรวจสอบแหล่งข้อมูลและหลักฐานที่สนับสนุนข้อมูลที่คุณเชื่อ หลีกเลี่ยงการเชื่อในข้อมูลเพียงเพราะเห็นหรือได้ยินบ่อย

3. Echo Chamber Effect (เอค-โค เชม-เบอร์ เอฟ-เฟคท์): ผลกระทบของห้องเสียงสะท้อน

สัญญาณ: คุณมีแนวโน้มที่จะอยู่ในกลุ่มหรือชุมชนที่มีความคิดเห็นเหมือนกัน ทำให้ความเชื่อเดิมของคุณยิ่งเข้มแข็งขึ้น
การตรวจสอบ: พยายามออกจากกลุ่มหรือชุมชนที่มีความคิดเห็นเดียวกันและหาข้อมูลจากแหล่งที่มีมุมมองที่แตกต่างเพื่อเปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆ

4. Cognitive Dissonance (ค็อก-นิ-ทีฟ ดิ-ซะ-เนินซ์): ความไม่ลงรอยทางความคิด

สัญญาณ: คุณรู้สึกไม่สบายใจเมื่อมีข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม และพยายามหาวิธีลดความไม่สบายใจนั้น
การตรวจสอบ: ยอมรับความไม่สบายใจนั้นและพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจมุมมองใหม่ๆ ที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของคุณ

5. Bandwagon Effect (แบน-แวก-กอน เอฟ-เฟคท์): แรงดึงดูดที่ทำให้ผู้คนอยากทำตามกระแสความนิยม

สัญญาณ: คุณมีแนวโน้มที่จะทำหรือเชื่อในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำหรือเชื่อ แม้ว่าจะไม่มีการวิเคราะห์หรือตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด
การตรวจสอบ: ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเหตุผลของคุณเองก่อนที่จะทำตามกระแสความนิยม

6. Scarcity Heuristic (สแคร์-สิ-ที เฮอ-ริส-ติก): การให้ค่ากับสิ่งที่หายาก

สัญญาณ: คุณให้ค่าหรือความสำคัญมากขึ้นกับข้อมูลหรือทรัพยากรที่หายากหรือได้รับไม่บ่อย
การตรวจสอบ: ประเมินค่าของข้อมูลหรือทรัพยากรอย่างมีเหตุผลและตรวจสอบว่ามีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่สนับสนุนความสำคัญของมันหรือไม่

7. Availability Heuristic (อะ-เว-ลิ-บิล-ลิ-ที เฮอ-ริส-ติก): การให้ค่าน้ำหนักกับข้อมูลที่สามารถเรียกคืนจากความทรงจำได้ง่าย

สัญญาณ: คุณให้ค่าน้ำหนักกับข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่สามารถเรียกคืนจากความทรงจำได้ง่ายหรือพบเห็นบ่อยๆ
การตรวจสอบ: พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมและเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ไม่ค่อยได้ยินหรือเห็นเพื่อให้มีมุมมองที่ครบถ้วนมากขึ้น

วิธีการทั่วไปในการตระหนักรู้และลดผลกระทบของอคติทางความคิด:

  1. พิจารณามุมมองที่หลากหลาย: หาข้อมูลจากแหล่งที่มีมุมมองแตกต่างกันและเปิดรับความคิดเห็นที่หลากหลาย
  2. ถามคำถามวิพากษ์วิจารณ์: ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อและการตัดสินใจของคุณเพื่อหาจุดอ่อนหรือข้อบกพร่อง
  3. ใช้เวลาในการตัดสินใจ: อย่ารีบตัดสินใจ ให้เวลาในการพิจารณาข้อมูลทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
  4. ขอความคิดเห็นจากผู้อื่น: ขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีมุมมองที่แตกต่างเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้านมากขึ้น

การตระหนักรู้ถึงอคติทางความคิดและการใช้วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและลดผลกระทบของอคติทางความคิดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ในการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปในเรื่องอื่นๆด้วย และส่งผลได้อีกนานหรือทั้งชีวิตของคนคนนั้น อคติทางความคิด (Cognitive Biases) มีผลต่อการตัดสินใจและความเชื่อในชีวิตประจำวันของเราในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การติดต่อสื่อสาร หรือการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ดังนั้น การตระหนักถึงอคติทางความคิดเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณและไม่ตกเป็นเหยื่อของการชักจูงโดยไม่รู้ตัว


แหล่งอ้างอิง: Nickerson, R. S. (1998). “Confirmation bias: A ubiquitous phenomenon in many guises.” Review of General Psychology, 2(2), 175-220.

แหล่งอ้างอิง: Todorov, A., Mandisodza, A. N., Goren, A., & Hall, C. C. (2005). “Inferences of competence from faces predict election outcomes.” Science, 308(5728), 1623-1626.

แหล่งอ้างอิง: Hasher, L., Goldstein, D., & Toppino, T. (1977). “Frequency and the conference of referential validity.” Journal of Verbal Learning and Verbal Behavior, 16(1), 107-112.

แหล่งอ้างอิง: Barberá, P., Jost, J. T., Nagler, J., Tucker, J. A., & Bonneau, R. (2015). “Tweeting from left to right: Is online political communication more than an echo chamber?” Psychological Science, 26(10), 1531-1542.

แหล่งอ้างอิง: Festinger, L., & Carlsmith, J. M. (1959). “Cognitive consequences of forced compliance.” The Journal of Abnormal and Social Psychology, 58(2), 203-210.

แหล่งอ้างอิง: Kietzmann, J. H., Hermkens, K., McCarthy, I. P., & Silvestre, B. S. (2011). “Social media? Get serious! Understanding the functional building blocks of social media.” Business Horizons, 54(3), 241-251.


Spread the love