Spread the love

1 min read

หยุดความเครียด ทำได้จริงหรือ?

หลายคนคงได้ยินคนพูดกันติดปากว่าอย่าเครียดนะ ไม่เครียด เครียด ไม่ว่าจะเป็นการบอกคนอื่นหรือตนเองก็ตาม หรือแม้แต่ตัวเราเองบอกว่าไม่ได้เครียดแต่คนอื่นก็บอกว่าไม่จริงคุณเครียดอยู่แต่ไม่รู้ตัว เลยเกิดคำถามขึ้นในใจขึ้นมามากมายว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่เครียดเนีย

ความเครียดเป็นภาวะที่ร่างกายและจิตใจตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทาย เป็นความปกติของมนุษย์ที่จะรู้สึกเครียดบ้างเป็นครั้งคราว แต่หากความเครียดเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรง อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจได้

หยุดความเครียด ทำได้จริงหรือ?

กลไกการสร้างความเครียดของร่างกาย

ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทาย กลไกการสร้างความเครียดของร่างกายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. ระยะเตรียมพร้อม (Alarm stage)

เมื่อร่างกายรับรู้ถึงอันตรายหรือความท้าทาย สมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ได้แก่ ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลิน (Adrenaline) ฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทาย ดังนี้

  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจถี่
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • กล้ามเนื้อเกร็ง
  • เหงื่อออก
  • ปากแห้ง
  • คลื่นไส้
  • ท้องผูก

2. ระยะต่อต้าน (Resistance stage)

หากร่างกายสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทายได้สำเร็จ ร่างกายจะเข้าสู่ระยะต่อต้าน ร่างกายจะยังคงหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา แต่ในระดับที่ลดลงกว่าระยะเตรียมพร้อม ร่างกายจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทาย

3. ระยะอ่อนเพลีย (Exhaustion stage)

หากร่างกายไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทายได้สำเร็จ ร่างกายจะเข้าสู่ระยะอ่อนเพลีย ร่างกายจะอ่อนล้าและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทายได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

กลไกการสร้างความเครียดของร่างกายเป็นกลไกที่ช่วยให้ร่างกายสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทายได้ อย่างไรก็ตาม หากความเครียดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้

ความเครียดคืออะไร?

ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทาย เป็นความปกติของมนุษย์ที่จะรู้สึกเครียดบ้างเป็นครั้งคราว แต่หากความเครียดเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรง อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจได้

ความเครียดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • ความเครียดแบบเฉียบพลัน (Acute stress) เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ มักเกิดจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น การถูกโจมตี หรืออุบัติเหตุ
  • ความเครียดแบบเรื้อรัง (Chronic stress) เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน มักเกิดจากเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง เช่น งาน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาทางการเงิน

ความเครียดสามารถส่งผลต่อร่างกายและจิตใจทั้งทางบวกและทางลบ ในทางบวก ความเครียดสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย เช่น การสอบหรือการนำเสนองาน ในทางลบ ความเครียดสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

ความเครียดสะสมคืออะไร?

ความเครียดสะสม (Chronic stress) คือความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน มักเกิดจากเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง เช่น งาน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาทางการเงิน ความเครียดสะสมสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

เป็นไปได้ไหมที่จะหยุดความเครียดทั้งหมด?

คำตอบคือ ไม่ เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดความเครียดทั้งหมด เพราะความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่กดดันหรือท้าทาย อย่างไรก็ตาม เราสามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเรา

คนที่มองโลกในแง่ลบจะจัดการความเครียดได้ยาก

คนที่มองโลกในแง่ลบจะจัดการความเครียดได้ยากกว่าคนที่มองโลกในแง่ดี เพราะคนมองโลกในแง่ลบมักจะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบและคาดการณ์ว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกวิตกกังวลและเครียดได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างเช่น หากคนมองโลกในแง่ลบได้รับมอบหมายงานชิ้นใหญ่ พวกเขาอาจคิดว่างานชิ้นนั้นยากเกินกว่าที่พวกเขาจะทำสำเร็จ และพวกเขาจะล้มเหลวอย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกเครียดและกดดันจนไม่อยากทำงานชิ้นนั้น

นอกจากนี้ คนมองโลกในแง่ลบมักจะมีความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตัวเองและผู้อื่น ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและขาดการสนับสนุน ซึ่งอาจยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเครียดและวิตกกังวลมากขึ้น

วิธีจัดการกับความเครียด

มีวิธีจัดการกับความเครียดหลายวิธี ดังนี้

  • ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่
  • เรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การนั่งสมาธิ การหายใจลึกๆ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบก้าวหน้า
  • พูดคุยกับใครสักคน เช่น เพื่อน ครอบครัว สมาชิกในครอบครัว นักบำบัด หรือที่ปรึกษา

วิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุดคืออะไร?

ความเครียดเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตมนุษย์ทุกคน แต่หากความเครียดมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจได้ วิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของความเครียดและบุคคลแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้ว วิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีนั้นควรครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเน้นไปที่การลดปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด เพิ่มทักษะในการรับมือกับความเครียด และเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

วิธีจัดการกับความเครียดด้านร่างกาย

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีและลดความเครียด
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยซ่อมแซมร่างกายและสมองให้แข็งแรง

วิธีจัดการกับความเครียดด้านจิตใจ

  • หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น การฟังเพลง การอ่านหนังสือ การนั่งสมาธิ การนวด การพูดคุยกับคนสนิท
  • ฝึกทักษะการจัดการกับความเครียด เช่น การคิดบวก การเผชิญปัญหาอย่างมีสติ การวางแผนการจัดการเวลา
  • หากิจกรรมที่ชื่นชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น การใช้เวลากับคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนฝูง การออกไปเที่ยว การทำกิจกรรมสร้างสรรค์

ตัวอย่างวิธีจัดการกับความเครียด

  • หากความเครียดเกิดจากปัญหาในการทำงาน ให้ลองหาวิธีจัดการกับปัญหานั้น เช่น พูดคุยกับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือหางานใหม่
  • หากความเครียดเกิดจากปัญหาส่วนตัว เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาความสัมพันธ์ ให้ลองหาวิธีรับมือกับปัญหานั้น เช่น พูดคุยกับคนสนิท เข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
  • หากความเครียดเกิดจากปัญหาสุขภาพ ให้ลองดูแลสุขภาพให้ดี เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ

หากความเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากจนไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ควรเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อรับความช่วยเหลือและคำแนะนำในการรับมือกับความเครียดอย่างเหมาะสม

เราจำเป็นต้องฝึกทักษะในการรับมือกับความเครียด?

เราจำเป็นต้องฝึกทักษะในการรับมือกับความเครียด เพราะความเครียดเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตมนุษย์ทุกคน เพียงแต่หากความเครียดมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจได้ ดังนั้นจึงควรหาวิธีจัดการกับความเครียดให้เหมาะสมกับตนเอง

ทักษะในการรับมือกับความเครียดที่ควรฝึก ได้แก่

  • ทักษะการผ่อนคลาย จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจสงบลง ลดความวิตกกังวล และจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น เช่น การหายใจลึกๆ การนั่งสมาธิ การนวด การฟังเพลง เป็นต้น
  • ทักษะการคิดบวก จะช่วยให้มองโลกในแง่ดีและมองหาแง่บวกจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การฝึกคิดบวก การจดบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นต้น
  • ทักษะการเผชิญปัญหาอย่างมีสติ จะช่วยให้จัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เช่น การฝึกการเผชิญปัญหาอย่างมีสติ การวางแผนการจัดการเวลา เป็นต้น

การฝึกทักษะในการรับมือกับความเครียดสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตก็ได้ การฝึกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราสามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนมุมมองจัดการความเครียด

การเปลี่ยนมุมมองเป็นวิธีจัดการกับความเครียดที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง แต่ในการที่จะเปลี่ยนมุมมองได้ก็ไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามและเวลา

การจะเปลี่ยนมุมมองได้นั้น เราต้องเข้าใจ

  • สาเหตุของความเครียดของเราก่อนว่าเกิดจากอะไร เมื่อเรา
  • เข้าใจสาเหตุของความเครียดแล้ว เราก็จะสามารถเริ่ม
  • เปลี่ยนมุมมองของเราได้

ตัวอย่างเช่น หากเรารู้สึกเครียดเรื่องงาน เราอาจลองถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงรู้สึกเครียดกับงาน? สาเหตุของความเครียดของเราคืออะไร? เมื่อเราเข้าใจสาเหตุของความเครียดแล้ว เราก็จะสามารถเริ่มเปลี่ยนมุมมองของเราได้ เช่น แทนที่จะมองว่างานนั้นเป็นสิ่งที่ยากและทำให้เรารู้สึกกดดัน เราอาจลองมองว่างานนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและทำให้เราได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ

การใช้หลักธรรมในการจัดการความเครียด

หลักธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการความเครียดได้หลายวิธี ดังนี้

  • หลักไตรลักษณ์

หลักไตรลักษณ์ สอนให้เราเข้าใจว่าสรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นคือ สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยงแท้ ล้วนมีความทุกข์แฝงอยู่ และล้วนไม่มีตัวตนที่แท้จริง เมื่อเราเข้าใจหลักไตรลักษณ์นี้ เราจะสามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ และลดความเครียดลงได้

ตัวอย่างการนำหลักไตรลักษณ์มาใช้ในการจัดการความเครียด เช่น เมื่อเรารู้สึกเครียดเรื่องงาน เราอาจตระหนักได้ว่างานเป็นเพียงสิ่งหนึ่งในโลกนี้ มันไม่เที่ยงแท้ มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราก็จะลดความยึดมั่นถือมั่นในงานลง และลดความเครียดลงได้

  • หลักอริยสัจ 4

หลักอริยสัจ 4 สอนให้เราเข้าใจว่าทุกข์เกิดจากเหตุ ทุกข์ดับได้ด้วยสมุทัย ดับทุกข์ได้ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเข้าใจหลักอริยสัจ 4 นี้ เราจะสามารถเข้าใจสาเหตุของความเครียด และหาวิธีแก้ไขความเครียดได้อย่างตรงจุด

ตัวอย่างการนำหลักอริยสัจ 4 มาใช้ในการจัดการความเครียด เช่น เมื่อเรารู้สึกเครียดเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เราอาจตระหนักได้ว่าความเครียดเกิดจากความคิดของเราเอง เกิดจากความคาดหวังของเรา เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราก็จะลดความคาดหวังลง และลดความเครียดลงได้

  • หลักโยนิโสมนสิการ

หลักโยนิโสมนสิการ สอนให้เราคิดอย่างรอบคอบ คิดอย่างมีเหตุมีผล คิดอย่างมีปัญญา เมื่อเราคิดอย่างโยนิโสมนสิการ เราจะสามารถเข้าใจปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และหาวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่างการนำหลักโยนิโสมนสิการมาใช้ในการจัดการความเครียด เช่น เมื่อเรารู้สึกเครียดเรื่องการเงิน เราอาจลองคิดอย่างโยนิโสมนสิการว่า ปัญหาการเงินของเราเกิดจากอะไร เราควรทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เมื่อเราคิดอย่างรอบคอบ เราจะสามารถหาวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม และลดความเครียดลงได้

  • หลักสติปัฏฐาน 4

หลักสติปัฏฐาน 4 สอนให้เราฝึกฝนสติ ให้เรารู้เท่าทันความคิด รู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันความรู้สึก รู้เท่าทันกาย การฝึกฝนสติจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง และเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราก็จะลดความเครียดลงได้

ตัวอย่างการนำหลักสติปัฏฐาน 4 มาใช้ในการจัดการความเครียด เช่น เมื่อเรารู้สึกเครียดเรื่องงาน เราอาจลองฝึกฝนสติด้วยการสังเกตความคิดและความรู้สึกของตัวเองขณะทำงาน เมื่อเราสังเกตความคิดและความรู้สึกของตัวเองอย่างมีสติ เราจะสามารถเข้าใจความคิดและความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น และลดความเครียดลงได้

นอกจากนี้ หลักธรรมมะอื่นๆ เช่น หลักเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็สามารถนำมาใช้เพื่อการจัดการความเครียดได้เช่นกัน หลักเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะช่วยให้เรามีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อเรามีจิตใจที่เมตตากรุณา เราจะสามารถมองโลกในแง่ดี และลดความเครียดลงได้

อย่างไรก็ตาม การใช้หลักธรรมมะในการจัดการความเครียดนั้น จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจหลักธรรมมะได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

ความเครียดอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ เมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งฮอร์โมนคอร์ติซอลจะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

การศึกษาพบว่าความเครียดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจอักเสบ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ ความเครียดยังอาจทำให้โรคติดเชื้อต่างๆ รุนแรงขึ้น เช่น โรคเอดส์ โรคมะเร็ง เป็นต้น

วิธีจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุดจากบทความของ Mayo Clinic

บทความของ Mayo Clinic ระบุว่า วิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของความเครียดและบุคคลแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้ว วิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีนั้นควรครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเน้นไปที่การลดปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด เพิ่มทักษะในการรับมือกับความเครียด และเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

บทความของ Mayo Clinic ยังได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับวิธีจัดการกับความเครียด ดังนี้

  • ดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ตั้งขอบเขต เรียนรู้ที่จะพูดไม่เพื่อไม่ให้ความเครียดเพิ่มขึ้น
  • ให้อภัยตัวเอง ทุกคนทำผิดพลาด ดังนั้นจึงควรให้อภัยตัวเองและก้าวต่อไป
  • โฟกัสในเชิงบวก เป็นเรื่องง่ายที่จะจมอยู่กับแง่ลบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องโฟกัสในสิ่งดีๆ เช่นกัน

โดยสรุปแล้ว วิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่หลักการทั่วไปที่ควรพิจารณา ได้แก่ การลดปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด เพิ่มทักษะในการรับมือกับความเครียด และเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

ความเครียดเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตมนุษย์ทุกคน เพียงแต่หากความเครียดมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจได้ ดังนั้นจึงควรหาวิธีจัดการกับความเครียดให้เหมาะสมกับตนเอง

วิธีจัดการกับความเครียดที่ดีนั้นควรครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเน้นไปที่การลดปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด เพิ่มทักษะในการรับมือกับความเครียด และเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

ดังนั้น สรุปได้ว่า การหยุดความเครียดนั้นสามารถทำได้จริง แต่ต้องอาศัยความพยายามและใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงด้วย


Spread the love
ต้องการบทความคุณภาพเพื่อสร้างความสำเร็จต่อยอดธุรกิจ พร้อมดูแลครบวงจร
ติดต่อทีมงานมาได้เลยทุกช่องทาง!