Spread the love

1 min read

เอาไงดีทำงานกับ Gaslighter ตัวแม่

Gaslighting เป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางอารมณ์ที่บุคคลหนึ่งพยายามทำให้อีกคนหลงทางหรือสงสัยในความคิด ความรู้สึก หรือความทรงจำของตัวเอง การทำงานร่วมกับคนที่ gaslighting นั้นยากและน่าหงุดหงิดได้ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการรับมือกับสถานการณ์นี้:

  • ตระหนักถึงสัญญาณของ gaslighting สัญญาณทั่วไปของ gaslighting ได้แก่:

    • ปฏิเสธสิ่งที่คุณได้ยินหรือเห็น ไม่ว่าคุณจะจำได้อย่างชัดเจนแค่ไหน คน gaslighting ก็อาจปฏิเสธสิ่งที่คุณพูดหรือทำ พวกเขาอาจบอกว่าคุณคิดไปเองหรือคุณจำผิด คุณไม่เข้าใจ
    • เปลี่ยนเรื่องเมื่อถูกท้าทาย เมื่อคุณท้าทายคน gaslighting พวกเขาอาจเปลี่ยนเรื่องหรือพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของคุณ เอารื่องอื่นมาพูดให้ดูสับสน พวกเขาอาจพยายามทำให้คุณรู้สึกผิดหรือไร้เหตุผล
    • ตำหนิคุณว่าโกรธหรืออ่อนไหวเกินไป เมื่อคุณรู้สึกโกรธหรืออารมณ์เสียเกี่ยวกับสิ่งที่คน gaslighting ทำหรือพูด พวกเขาอาจตำหนิคุณว่าโกรธหรืออ่อนไหวเกินไป พวกเขาอาจบอกว่าคุณกำลัง overreact หรือคุณแค่คิดมาก
    • ไม่ให้ค่าหรือความสำคัญกับสิ่งที่คุณจะได้ คน gaslighting อาจไม่ให้ค่าหรือความสำคัญกับสิ่งที่คุณพูดหรือทำ พวกเขาอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าคุณไม่มีคุณค่าหรือมีความสำคัญ
    • ทำให้คุณรู้สึกเหมือนคุณกำลังคิดหรือรู้สึกผิด คน gaslighting อาจพยายามทำให้คุณรู้สึกผิดหรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำหรือพูด พวกเขาอาจบอกว่าคุณเป็นปัญหาหรือว่าคุณกำลังทำให้พวกเขารู้สึกแย่

    นอกจากสัญญาณเหล่านี้แล้ว การ gaslighting ยังสามารถเกิดขึ้นในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น:

    • การบิดเบือนความจริง คน gaslighting อาจบิดเบือนความจริงเพื่อให้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพูดถูก พวกเขาอาจพูดโกหกหรือทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
    • การทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวหรือข่มขู่ คน gaslighting อาจทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวหรือข่มขู่เพื่อให้คุณเชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูด พวกเขาอาจใช้การบังคับหรือการข่มขู่เพื่อควบคุมคุณ
    • การทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยว คน gaslighting อาจพยายามทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวจากผู้อื่น พวกเขาอาจพยายามแยกคุณออกจากเพื่อนและครอบครัวของคุณ

 

  • ตั้งสติ เมื่อคุณถูก gaslighted เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกสับสนหรือเสียสมาธิ สิ่งสำคัญคือต้องตั้งสติและจดจำสิ่งที่คุณรู้

    • จดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น
    • พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
    • ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ gaslighting เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกของมัน
  • อย่ายอมแพ้ต่ออารมณ์ของคุณ คน gaslighting ต้องการทำให้คุณโกรธหรือเสียใจ สิ่งสำคัญคืออย่ายอมแพ้ต่ออารมณ์เหล่านี้

    • พยายามสงบสติอารมณ์และหลีกเลี่ยงการโต้ตอบด้วยอารมณ์
    • เน้นที่ข้อเท็จจริงและหลีกเลี่ยงการโต้เถียงเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือความเชื่อ
  • ปกป้องตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องตัวเองจากผลกระทบของ gaslighting ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการ:

    • ตั้งขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คุณยินดีจะทน
    • หาแหล่งสนับสนุนที่เชื่อถือได้
    • พิจารณาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
  • มองหาทางออก หากการ gaslighting กลายเป็นปัญหาร้ายแรง สิ่งสำคัญคือต้องมองหาทางออก ต่อไปนี้เป็นตัวเลือกบางประการ:

    • พูดคุยกับผู้จัดการหรือหัวหน้าของคุณเกี่ยวกับปัญหา
    • หางานใหม่

การทำงานร่วมกับคนที่ gaslighting นั้นยากและท้าทาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว มีผู้คนจำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว และยังมีแหล่งข้อมูลมากมายที่สามารถช่วยคุณได้

Gaslighting

ตัวอย่างการเกิดขึ้นของ ระหว่างคน 2 คนในที่ทำงาน

ตัวละคร:

  • หัวหน้า: คุณสมชาย หัวหน้าฝ่ายขาย
  • พนักงาน: คุณสมหญิง พนักงานฝ่ายขาย

เหตุการณ์:

คุณสมหญิงเป็นพนักงานฝ่ายขายที่ทำงานมาเป็นเวลา 5 ปี เธอมีความสามารถและเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน แต่คุณสมชาย หัวหน้าฝ่ายขายของเธอกลับไม่ชอบเธอ เขาพยายามกลั่นแกล้งคุณสมหญิงอยู่เสมอ

วันหนึ่ง คุณสมชายเรียกคุณสมหญิงเข้าพบเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลงานการขายของเธอ คุณสมหญิงนำเสนอผลงานการขายของเธออย่างมั่นใจ แต่คุณสมชายกลับปฏิเสธที่จะยอมรับ เขาบอกว่าผลงานการขายของคุณสมหญิงไม่ดีพอและเธอควรปรับปรุงตัวเอง

คุณสมหญิงรู้สึกเสียใจและท้อแท้ เธอพยายามอธิบายว่าผลงานการขายของเธอดีพอแล้ว แต่คุณสมชายกลับไม่ฟัง เขายังคงตำหนิคุณสมหญิงต่อไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระยะเวลาผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี หรือหลายปี คุณสมหญิง พนักงานฝ่ายขายรู้สึกว่าตนเองทำผิดมาก ผลงานไม่ดีที่สำคัญคือเชื่ออย่างนั้นจริงทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วคุณสมหญิง พนักงานฝ่ายขายทำงานดีมากมาตลอดทุกๆสิ้นปีจะได้คะแนน KPI เกิบเต็มมาตลอด

คุณสมชาย หัวหน้าฝ่ายขายก็จะนำคะแนน KPI มาพูดให้ดูไม่สำคัญหรือพูดถึงที่มาของ KPI ว่าไม่ถูกต้อง คุณสมหญิง พนักงานฝ่ายขายจะเกิดความสับสนจนคุณสมหญิงเริ่มสงสัยในตัวเอง เธอเริ่มคิดว่าเธออาจจะทำงานไม่ดีจริง ๆ เธอเองก็จะขอลาออกไปเอง หรือทนอยู่ความรู้สึกผิดไปตลอด ไม่กล้าแสดงความเห็น ไม่กล้าทำไรใหม่เพราะคุณสมชาย หัวหน้าฝ่ายขายจะต่อว่าทุกอย่างที่เธอทำ

ผลกระทบ:

การ Gaslighting ของคุณสมชายทำให้คุณสมหญิงรู้สึกแย่กับตัวเอง เธอเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง เธอรู้สึกเครียดและวิตกกังวล เธอเริ่มมีปัญหาในการทำงานและความสัมพันธ์ส่วนตัวของเธอ

เหตุใดเค้าถึงเป็น Gaslighter ตัวแม่

  • ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางบุคลิกภาพ เช่น บุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม หรือบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง อาจมีความชอบที่จะควบคุมผู้อื่น และมักใช้กลวิธี Gaslighting เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน

  • ความเจ็บปวดหรือความโกรธ ผู้ที่รู้สึกเจ็บปวดหรือโกรธ อาจใช้ Gaslighting เพื่อปกปิดความรู้สึกเหล่านั้น หรือเพื่อทำร้ายผู้อื่น

  • ความกลัว ผู้ที่กลัวการถูกปฏิเสธหรือทอดทิ้ง อาจใช้ Gaslighting เพื่อควบคุมผู้อื่นและทำให้พวกเขาอยู่ในการควบคุม

นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิด Gaslighting ได้แก่:

  • การเลี้ยงดู ผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่วุ่นวายหรือรุนแรง อาจเรียนรู้ที่จะใช้ Gaslighting เพื่อสร้างความรู้สึกมีอำนาจหรือควบคุม

  • ประสบการณ์ชีวิต ผู้ที่มีประสบการณ์การถูกทำร้ายหรือควบคุม อาจใช้ Gaslighting เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกทำร้ายหรือควบคุมอีกครั้ง

  • การขาดทักษะทางสังคม ผู้ที่ขาดทักษะทางสังคม อาจใช้ Gaslighting เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าไม่มีสาเหตุเดียวที่ทำให้ใครบางคนเป็น Gaslighter ปัจจัยต่างๆ หลายประการอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคล

Gaslighting ไม่ได้จัดเป็นโรคทางจิตเวช แต่เป็นพฤติกรรม

การแก๊สไลท์ (Gaslighting) เป็นพฤติกรรมที่ตั้งใจทำให้ผู้อื่นหลงผิดหรือสงสัยในความคิด ความจำ หรือประสาทสัมผัสของตนเอง พฤติกรรมเหล่านี้อาจรวมถึงการปฏิเสธเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น การทำให้ผู้อื่นรู้สึกไร้เหตุผลหรือบ้าคลั่ง โยนความผิดให้คนอื่น หรือควบคุมผู้อื่นหรือผู้อื่น

การแก๊สไลท์ไม่ได้จัดเป็นโรคทางจิตเวช แต่เป็นพฤติกรรมที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ปัญหาทางบุคลิกภาพ ความเจ็บปวดหรือความโกรธ ความกลัว หรือประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

ผู้ที่มีอาการแก๊สไลท์อาจไม่ตระหนักว่าพฤติกรรมของพวกเขากำลังส่งผลเสียต่อผู้อื่น บางคนอาจใช้การแก๊สไลท์โดยไม่รู้ตัวเพื่อปกป้องตนเองจากความรู้สึกเจ็บปวดหรือความกลัว ในขณะที่บางคนอาจใช้การแก๊สไลท์อย่างมีสติเพื่อควบคุมผู้อื่นหรือบรรลุเป้าหมายของตน การแก๊สไลท์อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ของคุณได้ หากคุณกำลังประสบปัญหาการแก๊สไลท์

หากเพื่อนคุณมีอาการของ Gaslighting จะทำอย่างไร

ก่อนอื่นต้องหาทางพูดคุยกับเค้าแบบตรงๆแต่วิธีนี้มักไม่ได้ผล หากคุณไม่สามารถพูดคุยกับพวกเขาได้สำเร็จ คุณอาจต้องพิจารณาระยะห่างจากพวกเขา สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องตนเองจากผลกระทบของการแก๊สไลท์

การอยู่กับคนที่เป็น Gaslighting เราจะมีปัญหาไหม

  • ปัญหาด้านจิตใจ การ Gaslighting อาจทำให้คุณรู้สึกสับสน สงสัยในตนเอง ไม่มั่นใจในความคิดหรือความรู้สึกของตนเอง รู้สึกผิดหรือรู้สึกผิดเสมอ รู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกตัดขาดจากผู้อื่น รู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ความเครียด ภาวะซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล

  • ปัญหาด้านความสัมพันธ์ การ Gaslighting อาจทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนอื่นๆ เสียหาย เพื่อนหรือครอบครัวของคุณอาจไม่เชื่อคุณหรืออาจถอยห่างจากคุณ นอกจากนี้ การ Gaslighting อาจทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์และอาจนำไปสู่ปัญหาในการไว้วางใจผู้อื่น

  • ปัญหาในการทำงาน การ Gaslighting อาจทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นใจในการทำงานของคุณ ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณอาจลดลง และคุณอาจรู้สึกไม่มีความสุขในการทำงาน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราโดนการ Gaslighting อยู่

  • ปฏิเสธเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำอาจบอกว่าเหตุการณ์บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเลย แม้ว่าคุณจะแน่ใจว่าคุณจำได้ว่าเกิดขึ้นจริง
  • บอกคุณว่าคุณจำอะไรผิด ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำอาจบอกว่าคุณจำเหตุการณ์บางอย่างผิด แม้ว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณจำได้ถูกต้อง หรือคุณเข้าใจผิดไม่เข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง
  • บอกคุณว่าความคิดหรือความรู้สึกของคุณไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำอาจบอกว่าคุณคิดหรือรู้สึกผิด แม้ว่าคุณจะแน่ใจว่าคุณคิดหรือรู้สึกถูกต้อง
  • บ่อนทำลายความมั่นใจของคุณ ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำอาจทำให้คุณรู้สึกไร้ค่าหรือไร้ความสามารถ
  • ควบคุมคุณหรือจำกัดความเป็นอิสระของคุณ ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำอาจบอกคุณว่าสิ่งที่คุณสามารถทำได้หรือไม่สามารถทำอะไรได้

วิธีดูง่ายๆ กับคนที่เป็น Gaslighter ในที่ทำงาน

คนที่มักมีพฤติกรรม Gaslighting มักจะเป็นคนที่มีปัญหาในการเข้าสังคม มักจะมีเพื่อนน้อยหรือไม่มีเพื่อนเลย อาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นคนที่ยากต่อการเข้าใกล้ ชอบสร้างความขัดแย้ง หรือชอบนินทาคนอื่น

คนที่ชอบนินทาคนอื่นมักจะเป็นคนที่ชอบเอาชนะคนอื่น ชอบทำให้คนอื่นดูแย่ลง เพื่อให้ตัวเองดูดีหรือมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น พฤติกรรมนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการ Gaslighting ได้ โดยคนที่ชอบนินทาคนอื่นมักจะชอบบิดเบือนความจริงหรือสร้างข่าวลือเพื่อทำให้คนอื่นดูแย่ลง

นอกจากนี้ คนที่มักมีพฤติกรรม Gaslighting มักจะมีบุคลิกที่มีลักษณะดังนี้

  • ชอบควบคุมคนอื่น
  • ชอบเอาชนะคนอื่น
  • ชอบทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ลง
  • มักโทษคนอื่นสำหรับความผิดพลาดของตัวเอง
  • มักโกหกหรือบิดเบือนความจริง หรือพูดแค่บางส่วน

หากสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้จากคนที่ทำงานด้วย ก็ควรระมัดระวังและอย่าไว้ใจพวกเขามากเกินไป เพราะอาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อของการ Gaslighting ได้

คนที่มีอาการของ Gaslighting  อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

การแก๊สไลท์อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเป็นรูปแบบประจำของพฤติกรรม ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการแก๊สไลท์

  • หากการแก๊สไลท์เกิดจากความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เช่น บุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม หรือบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง การแก๊สไลท์อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
  • หากการแก๊สไลท์เกิดจากความเจ็บปวดหรือความโกรธ การแก๊สไลท์อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อบุคคลนั้นรู้สึกเจ็บปวดหรือโกรธ
  • หากการแก๊สไลท์เกิดจากความกลัว การแก๊สไลท์อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อบุคคลนั้นรู้สึกกลัว
  • หากการแก๊สไลท์เกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การเลี้ยงดูหรือประสบการณ์ชีวิต การแก๊สไลท์อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเป็นรูปแบบประจำของพฤติกรรม
  • การแก๊สไลท์สามารถรักษาได้หากผู้แก๊สไลท์ตระหนักถึงผลกระทบของพฤติกรรมของพวกเขาและเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง

การรักษาการแก๊สไลท์อาจทำได้โดย:

  • การให้คำปรึกษาหรือบำบัด
  • การฝึกทักษะการเผชิญปัญหา
  • การเรียนรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการแก๊สไลท์

หากผู้แก๊สไลท์ไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง การแก๊สไลท์อาจยังคงเกิดขึ้นต่อไป ทุกคนอาจใช้การแก๊สไลท์เป็นครั้งคราวโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม การแก๊สไลท์ที่ต่อเนื่องหรือเป็นรูปแบบประจำของพฤติกรรมมักเป็นสัญญาณของปัญหาทางอารมณ์หรือจิตวิทยา

ชอบเข้าแก้ไขปัญหาโดยที่ปัญหานั้นไม่ได้เกี่ยวกับคนคนนั้นโดยตรง

ชอบแก้ปัญหา ตรงไหนที่มีปัญหาจะต้องเข้าไปยุ่งทั้งๆที่บางทีไม่ได้เกี่ยกับเค้า แต่เค้ารู้สึกภูมิใจ ที่ได้แก้ไขปัญหา อาจเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะควบคุมผู้อื่นและต้องการเป็นที่ยอมรับจากผู้อื่นได้เช่นกัน ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาของผู้อื่นอาจเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความเห็นอกเห็นใจ แต่หากทำมากเกินไปอาจกลายเป็นพฤติกรรมที่ครอบงำและทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัดหรือกดดันได้

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างวิธีพูดคุยกับพฤติกรรมนี้:

  • “ฉันเข้าใจว่าคุณชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่บางครั้งคุณก็เข้าไปยุ่งกับปัญหาของผู้อื่นมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดหรือกดดันได้”
  • “ฉันรู้สึกขอบคุณที่คุณใส่ใจฉัน แต่บางครั้งคุณก็พยายามควบคุมฉันมากเกินไป ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด”
  • “ฉันอยากขอความร่วมมือจากคุณในการหาวิธีช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดหรือกดดัน”

สิ่งสำคัญคือต้องฟังความคิดเห็นของเพื่อนของคุณอย่างตั้งใจและพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน หากเพื่อนของคุณไม่เข้าใจหรือปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน คุณอาจต้องพิจารณาระยะห่างจากพวกเขา สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องตนเองจากผลกระทบของพฤติกรรมที่ครอบงำ

ตัวอย่างการพูดคุยของ Gaslighting กับพฤติกรรมที่จะเข้าไปช่วย หรือครอบงำผู้อื่น

สถานการณ์:

  • เพื่อนของคุณชื่อ “เอ” ชอบเข้าไปช่วยกับปัญหาของผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ บางครั้งก็เข้าไปช่วยในปัญหาที่ไม่ใช่ของเอโดยตรง

บทสนทนา:

คุณ: เอ เธอชอบเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาของคนอื่นจังเลย บางครั้งก็เข้าไปยุ่งในปัญหาที่ไม่ใช่ของเธอโดยตรงเลยนะ

เอ: ก็ฉันแค่อยากช่วยไง จะได้ไม่ต้องมีปัญหากัน หากปล่อยไปแล้วใครจะรับผิดชอบ

คุณ: แต่บางครั้งมันทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดหรือกดดันนะ เอรู้ไหม

เอ: ไม่หรอก ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันแค่อยากให้ทุกคนสบายใจและแก้ไขให้เท่านั้นเค้าต้องเข้าใจใรจึดนี้

คุณ: แต่บางครั้งเอก็ทำมากเกินไปนะ เอลองสังเกตตัวเองดูสิว่า เอเข้าไปยุ่งกับปัญหาของคนอื่นบ่อยแค่ไหน

เอ: ฉันก็แค่อยากให้ทุกคนมีความสุขไง บางทีฉันเห็นว่าเค้าแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด

คุณ: เอรู้ไหมว่าบางครั้งการเข้าไปยุ่งกับปัญหาของคนอื่นอาจทำให้คนอื่นรู้สึกเหมือนถูกควบคุมนะ

เอ: ไม่หรอก ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น ฉันแค่อยากให้ทุกคนสบายใจและแก้ไขปัญหานั้นๆได้

คุณ: เอลองคิดดูอีกทีนะว่าเอกำลังทำอะไรอยู่ เอต้องการช่วยคนอื่นจริงๆ หรือเอต้องการควบคุมคนอื่นกันแน่

เอ: ฉันก็แค่อยากให้ทุกคนมีความสุขไง ไม่ได้ต้องการควบคุมใคร

**การพูดคุยนี้แสดงให้เห็นว่าเอไม่ยอมรับพฤติกรรมของตัวเองว่าอาจส่งผลเสียต่อผู้อื่น เอยังคงอ้างว่าเธอแค่ต้องการช่วยและไม่ได้ตั้งใจทำให้ใครรู้สึกอึดอัดหรือกดดันหากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ คุณอาจลองพูดคุยกับเออีกครั้งในภายหลังเมื่ออารมณ์สงบลง คุณสามารถอธิบายอีกครั้งว่าคุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเธอทำเช่นนั้น และขอให้เธอลองพิจารณามุมมองของคุณ หากคุณพบว่าการพูดคุยกับเอโดยตรงไม่เป็นประโยชน์ คุณอาจต้องพิจารณาระยะห่างจากเธอ สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องตนเองจากผลกระทบของการแก๊สไลท์**

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการลดการติดต่อหรือปฏิสัมพันธ์กับเธอ:

  • ปฏิเสธคำเชิญของเธอ
  • หลีกเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาส่วนตัวกับเธอ
  • ใช้เวลากับเธอน้อยลง
  • ตั้งขอบเขตที่ชัดเจนกับเธอ
  • ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด (ต้องเป็นเรื่องจริง) เธอจะไม่อยากคุยด้วยรู้สึกหงุดหงิด

หากคุณพบว่าการลดการติดต่อหรือปฏิสัมพันธ์กับเธอไม่ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบของการแก๊สไลท์ คุณอาจต้องพิจารณาตัดขาดเธอไปเลย
การตัดขาดเธอหมายถึงการยุติความสัมพันธ์กับเธออย่างถาวร คุณสามารถบอกเธอว่าคุณไม่สามารถรับมือกับพฤติกรรมของเธอได้อีกต่อไป และคุณจำเป็นต้องตัดขาดเธอ หรือไม่ก็ถอยห่างมาทีละน้อยใช้เวลาด้วยกันให้น้อยที่สุดและสุดท้ายก็จากกันด้วยดีโดยอาจไม่ต้องบอกอะไร

Gaslighting

การใช้ผู้อื่นจำนวนมากเป็นเครื่องมือในการทำ Gaslighting ต่อเป้าหมายที่ต้องการ

การใช้ผู้อื่นจำนวนมากหรือผู้ที่น่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือในการทำ Gaslighting ต่อเป้าหมายที่ต้องการสามารถมีประสิทธิภาพมาก ตัวอย่างเช่น หากผู้กระทำการสามารถโน้มน้าวผู้คนจำนวนมากให้เชื่อว่าเป้าหมายของพวกเขาเป็นคนบ้าหรือมีปัญหาทางจิต เหยื่อก็อาจเริ่มสงสัยในความคิดหรือความทรงจำของตนเองได้

ในสถานการณ์ในชีวิตจริง การใช้ผู้อื่นจำนวนมากเป็นเครื่องมือในการทำ Gaslighting อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน ครอบครัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว ตัวอย่างเช่น หัวหน้างานอาจใช้เพื่อนร่วมงานเพื่อทำให้พนักงานสงสัยในทักษะหรือความสามารถของตนเอง หรือพ่อแม่อาจใช้พี่น้องเพื่อทำให้ลูกคนหนึ่งสงสัยในความรักและความไว้วางใจของพวกเขา

ข้อมูลทางสถิติบางประการที่ประกอบกับเรื่องนี้

  • การศึกษาในปี 2022 โดย Gallup พบว่า 30% ของพนักงานเคยถูก gaslighting ในที่ทำงาน
  • การศึกษาในปี 2021 โดย Harvard Business Review พบว่า 70% ของผู้ที่ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่รายงานว่าเคยเห็นการ gaslighting ในที่ทำงาน
  • การศึกษาในปี 2020 โดย University of California, Berkeley พบว่า การ gaslighting ในที่ทำงานมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟ (burnout) และความเครียด

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การ gaslighting ในที่ทำงานเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงสัญญาณของ gaslighting และรู้วิธีปกป้องตัวเองหากต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน มีการรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการ Gaslighting และเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายที่ระบุให้การ Gaslighting เป็นการละเมิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้เหยื่อสามารถได้รับความคุ้มครองและได้รับความยุติธรรม

เขียนโดยผู้เชี่ยวจิตวิทยา
นามปากกา : สมดุลชีวิต


Spread the love
ต้องการบทความคุณภาพเพื่อสร้างความสำเร็จต่อยอดธุรกิจ พร้อมดูแลครบวงจร
ติดต่อทีมงานมาได้เลยทุกช่องทาง!