Spread the love

1 min read

เหตุการณ์ที่สาวกหงส์แดงไม่มีวันลืม ก่อนลุ้นก้าวเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

ต้องการมืออาชีพช่วย เขียนบทความหรือเน้นการเขียนบทความคุณภาพสูง รวมถึงปรับแต่งบทความให้เหมาะสมตามรูปแบบธุรกิจและบริการของคุณ เสริมด้วยบริการ เขียนบทความ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาของเว็บไซต์คุณ ติดต่อตอนนี้ได้เลย

ในสมัยที่ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษยังใช้ชื่อว่า “ดิวิชั่น 1” ลิเวอร์พูลถือเป็นทีมอันดับหนึ่งของเมืองผู้ดี เมื่อขุนพลหงส์แดงเดินหน้ากวาดแชมป์ได้ถึง 18 สมัย ทิ้งห่างสโมสรอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น ไม่ว่าจะเป็น อาร์เซน่อล ทีมใหญ่ประจำเมืองหลวง เจ้าของแชมป์ 10 สมัย, เอฟเวอร์ตัน ทีมร่วมเมืองที่เก็บแชมป์ไปได้ 9 สมัย หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอริตัวฉกาจที่ครองแชมป์ 7 สมัย แต่แล้วเมื่อลีกสูงสุดยกระดับขึ้นมาเป็น “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” ในฤดูกาล 1992-93 ทีมหงส์แดงกลับไม่เคยได้สัมผัสตำแหน่งแชมป์เลยสักครั้ง แถมยังถูกศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างทีมปีศาจแดงโกยแชมป์แซงหน้าขึ้นไปครองตำแหน่งเจ้าแห่งเกาะอังกฤษอีกด้วย

จนกระทั้งในฤดูกาล 2019-20 นี้ ลิเวอร์พูลขยับเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งแรกมากกว่าครั้งไหน ๆ เมื่อลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ยึดตำแหน่งจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่นัดที่ 2 ของฤดูกาล โดยหลังจากผ่านมา 29 เกม พวกเขาทิ้งห่างรองจ่าฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน ทำให้เหล่าสาวกหงส์แดงทั่วโลกคาดหวังถึงการฉลองแชมป์ได้อย่างไม่กลัวเก้อ โดยก่อนที่จะมาถึงวันนี้บรรดาเดอะค็อปต้องเผชิญกับเหตุการณ์มากมายที่ไม่มีวันลืมตลอด 27 ปีที่ผ่านมาบนเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เฝ้ามองคู่แข่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งแล้วครั้งเล่า

ในฤดูกาล 1992-93 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ไปครอง โดยช่วงท้ายซีซั่นที่ทั้งคู่พบกัน ปีศาจแดงบุกมาเก็บชัยชนะเหนือหงส์แดงถึงถิ่นแอนฟิลด์ซึ่งถูกใช้เป็นบันไดสู่ตำแหน่งจ่าฝูงจนก้าวไปเป็นแชมป์ในที่สุด หลังจากนั้นกุนซือชาวสก็อตก็พาทีมคว้าแชมป์ได้อีก 12 สมัย เมื่อรวมกับแชมป์ดิวิชั่น 1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจึงกลายเป็นเบอร์หนึ่งของอังกฤษในปัจจุบัน

ไม่เพียงแค่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเท่านั้น ที่ลิเวอร์พูลไม่อาจทำแต้มชนะได้ ในยามที่ทีมปีศาจแดงฟอร์มตก แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส, อาร์เซน่อล, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ล้วนแต่ทำผลงานได้ดีกว่าจนเข้าวินไปในที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งแรกไปได้ก่อน ทั้งที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นฤดูกาลที่ 2 เท่านั้น

แชมป์บอลถ้วยกลายเป็นความหวังหลักของหงส์แดง ที่สร้างทั้งความยินดีและความผิดหวัง

ในช่วงที่ผลงานในลีกย่ำแย่มา 3 ปีติด ลิเวอร์พูลจึงหันไปมุ่งมั่นกับฟุตบอลถ้วยจนทะลุเข้าไปเจอกับโบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ในรอบชิงชนะเลิศลีกคัพ ปี 1995 โดยเกมนี้หงส์แดงเป็นฝ่ายครองเกมไว้ได้ตลอด 90 นาที และสามารถเอาชนะไปด้วยผลงานการเหมาคนเดียว 2 ประตูของสตีฟ แม็คมานามาน มิดฟิลด์ลูกหม้อของสโมสรที่คว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครอง นับเป็นแชมป์รายการแรกในรอบ 3 ปี

ในฤดูกาลถัดมา หงส์แดงผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งในศึกเอฟเอคัพ โดยมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษหมาด ๆ เป็นกระดูกชิ้นโต ในนัดนี้เพลย์เมกเกอร์ของทั้งสองทีมอย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และเอริค คันโตน่า ต่างถูกมิดฟิลด์คู่แข่งตามประกบจนหายไปจากเกมทั้งคู่ กระนั้นปีศาจแดงก็ยังหาโอกาศจบสกอร์ได้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธโดย เดวิด เจมส์ ทุกครั้งไป จนกระทั้งก่อนหมดเวลา 5 นาที เดวิด เบ็คแฮม เปิดลูกเตะมุมเข้ามายังกรอบเขตโทษ เจมส์ชกบอลไปเข้าทางปืนของคันโตน่าที่ก้าวถอยหลังวอลเล่ย์เต็มข้อ บอลพุ่งผ่านผู้เล่นลิเวอร์พูลเข้าไปตุงตาข่ายเป็นประตูชัย ส่งให้ทีมปีศาจแดงกลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์สมัยที่ 2 ของพวกเขา

ศึกแดงเดือดบนเวทีเอฟเอคัพเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1999 ในการแข่งขันรอบ 4 ซึ่งก่อนหน้านี้ 77 ปี ลิเวอร์พูลไม่สามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรายการนี้ได้เลย ทำให้หงส์แดงมุ่งมั่นจะล้างแค้นและล้างอาถรรพ์ให้จงได้ โดยเมื่อกรรมการเป่านกหวีดเริ่มเกม ไมเคิล โอเว่น ก็โหม่งประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 3 แต่แล้วก่อนหมดเวลาเพียง 2 นาที ปีศาจแดงก็มาได้ 2 ประตู จากดไวท์ ยอร์ค และโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ในนาทีที่ 88 และ 90 ตามลำดับ พลิกแซงชนะแบบช็อกสาวกหงส์แดงทั้งสนาม แถมเกมนี้ยังเสมือนเป็นใบเบิกทางให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิลแชมป์ในท้ายที่สุดอีกด้วย

ทริปเปิลแชมป์ของลิเวอร์พูล แห่งความภาคภูมิใจ

หลังปราศจากความสำเร็จมาถึง 5 ปีเต็ม ลิเวอร์พูลก็ผงาดคว้าทริปเปิลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาล 2000-01 เริ่มจากแชมป์ลีกคัพ โดยพลพรรคเครื่องจักรสีแดงผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยฟอร์มร้อนแรง ถล่มสโต๊ค ซิตี้ 8-0 ในรอบ 4, อัดฟูแลมช่วงต่อเวลาพิเศษ 3-0 ในรอบ 5, แม้ในรอบรองชนะเลิศนัดแรกจะพ่ายให้คริสตัล พาเลสไปก่อน 1-2 แต่เมื่อกลับไปเล่นที่แอนฟิลด์ในนัดที่สอง หงส์แดงก็ยำใหญ่ใส่ปราสาทเรือนแก้วไปถึง 5-0 ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ไปครองด้วยการยิงจุดโทษที่แม่นกว่า

ตามมาด้วยแชมป์เอฟเอคัพ ที่ตลอดเส้นทางเจอแต่ทีมรองบ่อน มีเพียงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เป็นทีมจากวรรณะเดียวกันกับลิเวอร์พูล โดยในนัดชิงชนะเลิศกับอาร์เซน่อลนั้น เฟรดริก ลุกเบิร์ก ยิงให้ทีมปืนใหญ่ขึ้นนำ ก่อนที่ ไมเคิล โอเวน จะมายิงคนเดียว 2 ประตูช่วงท้ายเกม คว้าแชมป์ที่สองของฤดูกาล

ปิดท้ายด้วยแชมป์ยูฟ่าคัพ ลิเวอร์พูลฝ่าด่านโรม่า, ปอร์โต้ และบาร์เซโลน่า เข้าไปชิงชนะเลิศกับเดปอร์ติโบ อลาเบส โดยในนัดชิงชนะเลิศนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเร้าใจ เมื่อทั้งสองทีมบุกเข้าใส่กันตลอดเกม จนครบ 90 นาที ทั้งคู่เสมอกันไป 4-4 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปด้วยกฎโกลเด้นโกล์ เกมมาเดือดเอาช่วงต่อเวลานี่เองเมื่อผู้เล่นอลาเบสรับใบแดงไปถึง 2 คน ก่อนที่แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ จะเปิดลูกฟรีคิกไปหน้าประตู เดลฟี่ เคลี่ กองหลังอลาเบสโหม่งสกัดผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเอง กลายเป็นประตูชัยช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แถมยังส่งให้ดาวซัลโวประจำทีมอย่างไมเคิล โอเว่น คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในเวลาต่อมา

ต่อยอดด้วยปาฏิหาริย์แห่งอิสตันบูล

นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก “ยูโรเปี้ยนคัพ” มาเป็น “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก” ลิเวอร์พูลก็ได้โอกาสชูถ้วยบิ๊กเอียอีกครั้งในฤดูกาล 2004-05 โดยหงส์แดงปราบทั้งไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, ยูเวนตุส และเชลซี เข้าไปเจอกับเอซี มิลาน ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนเกมทีมจากอิตาลีถูกยกให้เหนือกว่า ซึ่งเมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นมิลานก็เป็นฝ่ายออกนำไปถึง 3-0 ในช่วงครึ่งแรก ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะกลับลงสนามในครึ่งหลังด้วยความมุ่งมั่นและทวงคืนทีเดียว 3 ประตูจาก สตีเฟน เจอร์ราร์ด, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ และชาบี อลอนโซ่ จบ 90 นาทีด้วยผลเสมอ 3-3 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป 30 นาที มิลานเกือบได้ประตูชัยจากการยิงจ่อ ๆ ของอังเดร เชฟเชนโก้ แต่บอลไปตรงตัวเจอร์ซี่ ดูเด็ค ข้ามคานออกไป จนต้องดวลจุดโทษตัดสินในที่สุด แล้วดาวยิงทีมชาติยูเครนซึ่งรับหน้าที่เป็นเพชฌฆาตคนสุดท้ายก็ยิงไปติดเซฟของดูเด็คอีกครั้ง ส่งผลให้หงส์แดงสร้างปาฏิหาริย์เป็นแชมป์สมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

รองแชมป์กับการจากลา

ในยุคพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลิเวอร์พูลเกือบสัมผัสแชมป์มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งล้วนจบลงด้วยการสูญเสียนักเตะคนสำคัญออกจากทีมไปทั้งสิ้น เริ่มจากฤดูกาล 2001-02 เชราร์ อุลลิเยร์นำทีมขับเคี่ยวกับอาร์เซน่อลอย่างสูสี ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองจ่าฝูงเป็นครั้งแรก โดยมีคะแนนตามหลังทีมปืนใหญ่ 7 แต้ม แต่ทีมไม่สามารถรักษามาตรฐานไว้ได้จนกุนซือชาวฝรั่งเศสต้องอำลาทีมไปในอีก 2 ปีถัดมา ตามด้วยดาวซัลโวประจำทีมอย่างไมเคิล โอเว่น ก็เลือกย้ายไปอยู่กับเรอัล มาดริด

หลังจากนั้นในฤดูกาล 2008-09 ราฟา เบนิเตซ ก็นำทัพหงส์แดงท้าชิงแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างเต็มตัว โดยสามารถรั้งตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้ในช่วงปีใหม่ แถมยังบุกไปชนะปีศาจแดงถึงถิ่นขาดลอย 4-1 แต่ก็ยังไม่อาจทำคะแนนเหนือคู่อริได้ โดยมีคะแนนตามหลังเพียง 4 แต้มเท่านั้น ซึ่งฤดูกาลถัดมาก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาไม่อาจรักษาฟอร์มที่ดีไว้ได้ เมื่อเลือกปล่อย ชาบี อลอนโซ ห้องเครื่องคนสำคัญออกจากทีมไปทั้งที่ยังไม่ได้ใครมาทดแทน จนทีมหล่นไปอยู่ในอับดับที่ 7 จนกุนซือชาวสเปนต้องหลุดจากตำแหน่งไปในที่สุด

ลิเวอร์พูลกลับมามีลุ้นแชมป์อีกครั้งในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในซีซั่น 2013-14 ด้วยเครื่องจักรถล่มประตูอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ที่ยิงไปทั้งสิ้น 31 ประตูในลีก พาหงส์แดงรั้งตำแหน่งจ่าฝูงก่อนจะลงเตะนัดที่ 36 กับเชลซี โดยมีคะแนนนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3 คะแนน แต่แล้วในเกมดังกล่าว สตีเฟน เจอร์ราร์ด พลาดลื่นล้มในจังหวะรับบอลคืนหลังจนถูก เดมบ้า บา ฉกบอลไปยิงเป็นประตูขึ้นนำและแพ้ไปในที่สุด ก่อนที่จะมาพลาดทำให้เพียงแค่เสมอกับคริสตัล พาเลซในนัดถัดมา จนทำให้แชมป์หลุดมือไปอยู่กับทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์อีกครั้ง แถมยังต้องเสียดาวซัลโวประจำทีมไปให้สโมสรสเปนอีกเช่นเคย

การเข้ามาของเจอเจอร์เก้น คล็อปป์ ในปี 2015 ทำให้สาวกหงส์แดงคาดหวังถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษได้มากขึ้น กุนซือชาวเยอรมันใช้เวลารวบรวมนักเตะในแบบฉบับที่ต้องการจนได้เป็นสามประสานที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรปอย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ จนกลับไปเบียดแย่งแชมป์กับทีมเรือใบสีฟ้าถึงนัดสุดท้ายในฤดูกาล 2018-19 แม้จะได้เพียงรองแชมป์ แต่ก็ทำคะแนนได้สูงถึง 97 คะแนน แถมยังพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นออเดิร์ฟไว้ก่อน

สรุป

แม้ในขณะนี้ ลิเวอร์พูลจะสะดุดแพ้เป็นนัดแรกในฤดูกาลให้กับวัตฟอร์ดในการลงเล่นนัดที่ 28 จนไม่อาจสร้างสถิติเป็นทีมแรกที่เก็บชัยชนะติดต่อกัน 19 นัดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และพลาดการเป็นแชมป์แบบไร้พ่ายเหมือนที่อาร์เซน่อลเคยทำได้ แต่การสูญเสียเล็กน้อยแค่นี้ช่างเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เหล่าสเกาเซอร์ต้องเผชิญมาเกือบ 30 ปี เพราะการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งแรกต่างหากที่ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของสาวกหงส์แดงทุกคน

https://pixabay.com/


Spread the love