เป็นหนี้ เงินเดือนไม่พอใช้ เลือกใช้หนี้ หรือลงทุนก่อนดี

การเป็นหนี้ไม่ได้แย่เสมอไป อยู่ที่ว่าเรามีหนี้ประเภทไหน เพราะคำว่าหนี้ก็ต้องเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ นั่นแหละ หลายคนต้องถอนหายใจ เงินเดือนไม่พอใช้เพราะต้องเอาไปจ่ายหนี้ พอใช้หนี้เสร็จเห็นยอดเงินคงเหลือแล้วต้องเอามือทาบอก คุณพระ! นี่มันคือเงินเดือนหรือเงินทอนกันแน่ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อนาคตคงแย่ แต่อย่าเพิ่งท้อกับโชคชะตาชีวิตที่เราควรลิขิตเองได้ หนี้ที่มีได้ก็ต้องหมดได้ ถ้าหากปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมีวินัยรู้จักวางแผนการใช้จ่ายเงินใหม่

แยกให้ออกว่าหนี้ที่มีอยู่ เป็นหนี้ที่ดีหรือหนี้ไม่ดี เพื่อหาวิธีแก้ไข

ประเภทของหนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทง่าย ๆ คือ หนี้ดีและหนี้ไม่ดี อันแรกหนี้ดีคือ หนี้ที่สามารถสร้างรายได้กลับมาให้เรา เช่น การกู้เงินเพื่อมาทำธุรกิจ กู้เงินซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า แบบนี้ถึงจะเรียกว่าหนี้ดี ส่วนหนี้ไม่ดีคือ หนี้ที่นอกจากไม่ก่อให้เกิดรายได้แล้วยังทำให้คนเป็นหนี้เป็นทุกข์อย่างมาก เช่น หนี้บัตรเครดิต เงินกู้ส่วนบุคคล หนักสุดก็หนี้นอกระบบนี่แหละ ที่ทำเอาคนกู้เดือดร้อนหนัก

หลังจากแยกประเภทของการเป็นหนี้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ

1.ทำลิสต์รายการหนี้สินทั้งหมด โดยแยกหนี้ดีและหนี้ไม่ดี ออกจากกันให้ชัดเจน ยกตัวอย่างมีเงินเดือน 20,000 บาท

หนี้ดี รวมยอดหนี้ 12,500 บาท/เดือน แบ่งเป็น

-ผ่อนบ้านเดือนละ 7,500

-ผ่อนรถยนต์เดือนละ 5,000

หนี้ไม่ดี รวมยอดหนี้ 20,000 (แต่จ่ายเพียงขั้นต่ำ)

-หนี้บัตรเครดิตใบที่หนึ่ง 30,000 (จ่ายขั้นต่ำต่อเดือนที่ 10%)

-หนี้บัตรเครดิตใบที่สอง 20,000 (จ่ายขั้นต่ำต่อเดือน 10%)

2.จดรวบรวมยอดหนี้ทั้งสองประเภท เพื่อที่จะได้เห็นชัดเจนว่าเราเป็นหนี้แบบไหนมากกว่ากัน และมียอดหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ดี จากข้อ 1 จะเห็นว่าหนี้ที่ไม่ดีมียอดสูงถึง 50,000 บาท และหนี้ดีอยู่ 12,500 บาท รวมแล้วเป็นหนี้ทั้งหมด 62,500 บาท ซึ่งหนี้นั้นเกินเงินเดือนไปมากถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

3.จัดลำดับการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงสุดก่อน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต เพราะส่วนใหญ่หนี้ที่ดีจะมีอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก และถึงแม้จะจ่ายคืนเร็วกว่ากำหนดก็ไม่ได้ประโยชน์ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ซึ่งเจ้าหนี้เขาได้รวมดอกเบี้ยคงที่ไว้ทุกงวดอยู่แล้ว

4.ทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นประจำทุกวัน วิธีนี้อาจจะดูโบราณไปบางคนถ้าไม่อยากเขียนบันทึกก็ใช้วิธีดาวน์โหลด Application บันทึกรายรับ-รายจ่ายมาใช้ฟรีได้ วิธีนี้จะช่วยให้เห็นชัดว่าเราใช้จ่ายไปกับของฟุ่มเฟือยอะไรบ้างที่ไม่จำเป็นและเป็นสาเหตุให้เงินเดือนไม่พอใช้ เช่น ค่าเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ค่าอาหารร้านหรู เป็นต้น

เมื่อเรารีบตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ให้นำเงินส่วนนี้มาจัดสรรใหม่ บางทีเราอาจจะตกใจเลยล่ะว่าเมื่อตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไปจะทำให้เรามีเงินเหลืออีกตั้งเยอะ อาจจะนำส่วนนี้ไปจ่ายหนี้ไม่ดีก่อน หรือมีวิธีที่ดีกว่านั้นคือรวบรวมไว้เพื่อเป็นเงินออม และสามารถนำไปลงทุนหารายได้เพิ่มอีกทางด้วย ใครคิดว่ามีหนี้จะลงทุนหรือออมเงินไม่ได้ คุณควรเปลี่ยนความคิดใหม่เพราะเรามีวิธีจัดการกับหนี้ได้หลากหลายโดยไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่ม

เป็นหนี้ก็สามารถออมเงินเพื่อลงทุนได้ไม่ยาก หากมีวินัย

อ้างอิงจากตัวอย่างด้านบน เงินเดือนลบรายจ่าย คือ 20,000 – 12,500- 50,000 = ติดลบ 62,500 บาท เมื่อรวมยอดหนี้ทั้งหมดแล้วถึงกับทำให้เงินติดลบตั้ง 62,000 แล้วจะเอาที่ไหนมาเก็บล่ะทีนี้ อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าเป็นหนี้ก็มีสิทธิ์ออมเงินได้ แต่หนี้ก็ต้องใช้ด้วย ในกรณีนี้เราแนะนำว่าให้รักษาเครดิตให้ดี จ่ายหนี้ตรงเวลา โดยเฉพาะหนี้บ้านและหนี้รถ เพราะยังเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ เพื่อให้เห็นภาพให้หักหนี้ที่ดีออกก่อน ดังนี้

เงินเดือน 20,000 – (รายจ่ายค่าบ้าน + ค่ารถ) 12,5000 บาท คงเหลือเงิน 7,500 บาท

ทีนี้มาถึงวิธีจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่อาจจะจำเป็นต้องจ่ายขั้นต่ำ 10 % ทั้งสองใบ ใบแรกมีหนี้ 20,000 จ่ายขั้นต่ำคือ 2,000 บาท และใบที่สอง 30,000 บาท จ่ายขั้นต่ำ 3,000 บาท รวมเป็น 5,000 บาทต่อเดือน ยอมที่จะเสียดอกเบี้ยจากการจ่ายเงินขั้นต่ำไปก่อนในช่วงแรก ก่อนที่จะไปสเต็ปอื่น สรุปว่าเราจะเหลือเงินดังนี้

ยอดคงเหลือยกมา 7,500 – (หนี้บัตรเครดิต 2 ใบ) 5,000 บาท  = 2,500 บาท

เท่ากับคุณจะเหลือไว้ใช้จ่ายส่วนตัวทั้งเดือนเพียง 2,500 แต่อย่าลืมว่าคุณมีรถยนต์ซึ่งไหนจะค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้านเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น เงินจำนวนนี้ไม่พอแน่ ดังนั้นก่อนอื่นให้ตั้งเป้าจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้หมดเร็วที่สุด โดยเรามีวิธีแนะนำให้หาเงินเพิ่ม ซึ่งใช้สิ่งที่เรามีอยู่แล้วนี่แหละมาเปลี่ยนเป็นเงิน พร้อมทั้งลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินเพิ่มมากขึ้นสำหรับการชำระหนี้และออมเงินได้เร็วขึ้น

1.หารายได้ด้วยการนำสมบัติที่มีอยู่ในบ้านออกมาขายก่อน เช่น สร้อยทอง เครื่องประดับ เสื้อผ้า กระเป๋าแบรนด์เนมต่าง ๆ ที่ขายได้ควรขายไปก่อน ถือคติว่าสมบัติเป็นของนอกกาย ถ้ายังไม่ตายหาใหม่ได้เสมอ วิธีนี้จะทำให้ได้เงินเร็ว ของมีค่าบางอย่างอาจจะขายยาก แต่หากขายได้เยอะให้รีบนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตเพื่อลดยอดเงินต้นลงให้ได้มากที่สุด

2.ใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เช่น ผู้หญิงที่รักการแต่งหน้า ต้องมีเครื่องสำอางของตัวเองไว้เยอะแยะอยู่แล้ว ถ้ามั่นใจในฝีมือสามารถรับจ๊อบแต่งหน้าเจ้าสาว หรืองานทั่วไป คุณอาจจะใช้วิธีโปรโมทบนหน้าโซเชียลของคุณเอง ทำเพจให้ดูน่าเชื่อถือและถ้าคุณแต่งออกมาสวยจนมีการแนะนำปากต่อปาก รับรองรายได้ดีไม่แพ้งานประจำเลยล่ะ งานเจ้าสาวมีเรทตั้งแต่ 5,000-8,000 บาท

งานนี้ลองคำนวณเล่น ๆ ว่าคุณรับงานที่เรทต่ำสุด 5,000 บาท 1 เดือนประมาณ 3 งาน คุณจะมีรายได้เสริม 15,000 บาท แม้บางเดือนอาจจะไม่มีงาน แต่ถ้าคุณรับแค่ 4 งานแรกภายใน 2-3 เดือนคุณจะสามารถปิดหนี้บัตรเครดิตได้แล้ว 1 ใบจริงไหมล่ะ อ้อ…อย่าลืมว่าควรกันเงินเพื่อนำไปซื้อเครื่องสำอางใหม่บางส่วนด้วย ถือเป็นการลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง

3.พยายามอยู่ให้ได้ด้วยการประหยัดให้มากที่สุด และตั้งเป้าหมายจนกว่าจะเคลียร์หนี้ที่ไม่ดีออกไปได้หมด พยายามชำระหนี้บัตรเครดิตให้ตรงเวลา อาจจะตั้งเป้าไว้ว่าไม่เกิน 1 ปีและอย่าหยุดหารายได้เพิ่ม หากโชคดีปลายปีได้โบนัสแนะนำให้คุณนำเงินก้อนนี้ไปชำระหนี้ที่ไม่ดีให้หมด เหลือเท่าไหร่ให้นำมาเก็บไว้เป็นเงินออมสำรองฉุกเฉินก่อน

เมื่อสามารถชำระหนี้ที่ไม่ดีได้หมดแล้ว แนะนำว่าให้ปิดบัตรเครดิตไปเลย เพื่อป้องกันในอนาคตจะต้องวนกลับมาเป็นหนี้อีก หากไม่รู้จักตัวเองดีพออยากให้หยุดใช้ไปเลย คุณจะมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้นหากย้อนกลับที่เงินเดือน 20,000 หักค่าบ้านและรถที่เป็นค่าใช้จ่ายตายตัว 12,500 บาท จะเหลือเงิน 7,500 บาท เราอยากให้คุณเก็บเงินส่วนนี้เป็นเงินออมเพื่อการลงทุน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ คุณควรใช้จากการมีรายได้เสริมให้ได้

เรามีทางเลือกของการลงทุนที่ดีสำหรับอนาคตที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องลำบาก และฝึกนิสัยของการออมเงินได้ โดยแบ่งเงินออมเป็น 3 ส่วนดังนี้

1.นำเงินไปออมเพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 25%

ยิ่งออมมากเท่าไหร่และเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่หากเกิดความผิดพลาดทางการเงินขึ้นมา หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ต้องตกงาน หรือเจ็บป่วยกะทันหัน เราควรจะมีเงินออมส่วนนี้สำรองไว้ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน โดยแนะนำฝากในบัญชีแบบสามารถถอนง่าย เช่น บัญชีออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากประจำ เป็นต้น แต่ที่สำคัญจะต้องไม่นำมาใช้โดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด

2.นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมส่วนหนึ่ง 25%  

เช่น RMF หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ โดยจะต้องซื้อและถือกองทุนติดต่อกัน 5 ปีขึ้นไป และจะขายคืนได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือกองทุน SSF ซึ่งจะต้องถือกองทุนไม่น้อยกว่า 10 ปี กองทุนทั้งสองแบบเป็นการออมระยะกลางถึงระยะยาว แต่ RMF ต้องซื้อทุกปีต่อเนื่องกันไป ส่วน SSF ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปีก็ได้ ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมคือคุณจะมีเงินก้อนเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ และไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน

3.นำเงินไปลงทุนหุ้น 25%

ก่อนการลงทุนควรศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจดีเสียก่อน ปัจจุบันมีโบรกเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหลักทรัพย์ให้เลือกมากมาย ควรกำหนดวัตถุประสงค์ของการลงทุนให้ชัดเจน หากคุณเน้นการลงทุนในหุ้นและต้องการลงทุนระยะยาว ก็ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีการเติบโตของบริษัทอย่างสม่ำเสมอในอนาคตและมีเงินปันผลจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ทุกปีอย่างน้อย 3-5% ที่สำคัญอย่าหยุดเรียนรู้ในเรื่องการลงทุน เก็บประสบการณ์และจดบันทึกทำบัญชีไว้สม่ำเสมอ รับรองว่าอีกไม่กี่ปีคุณจะกลายเป็นคนที่เก่งด้านการลงทุนไม่แพ้ใครเลย

เห็นไหมล่ะว่าแม้เราจะเป็นหนี้อยู่ก็ตาม แต่เราสามารถหาวิธีจัดการหนี้ได้ และยังมีเงินเหลือเก็บเอาไปลงทุนได้จริง แรก ๆ อาจจะยากสักหน่อย ขอแค่ให้มีความตั้งใจจริง อดทนมีวินัย ปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้เงินใหม่ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะเข้าสู่วังวนของหนี้สินก็ขอให้รีบกลับตัวให้ไว อีกไม่นานในอนาคตฐานะการเงินของเราก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน

เครดิตภาพ : https://pixabay.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save