Spread the love

1 min read

ทำไมลิเวอร์พูลคู่ควรกับแชมป์พรีเมียร์ลีก? วิเคราะห์ทุกแง่มุมให้คุณรู้

ครั้งหนึ่งลิเวอร์พูลคือทีมสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ โดยเฉพาะในเรื่องของการเป็นแชมป์ลีกในประเทศ ที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์มาได้อย่างมากมาย ชนิดที่ทิ้งห่างอันดับสองจนแทบไม่เห็นฝุ่น แต่หลังจากที่ลีกสูงสุดของประเทศเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกอังกฤษ พวกเขาก็ไม่เคยไปถึงจุดนั้นได้อีกเลย ซึ่งเมื่อรวมกับช่วงเวลาที่ใช้ชื่อเก่ากับใช้ชื่อใหม่แล้วก็เป็นเวลา 30 ฤดูกาลพอดิบพอดีเลยทีเดียว

ช่วงเวลาอันยาวนานในการรอแชมป์พรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูล

นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ก็คือปี 1989-1990 ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้อีกเลยเป็นเวลาถึง 30 ปี แน่นอนว่าแค่ดูจากตัวเลขแล้วก็สามารถบอกได้เลยว่ามันยาวนานอย่างมาก แต่ในด้านความรู้สึกของแฟนหงส์แดงแล้วมันทั้งยาวนานและทรมานความรู้สึกเป็นที่สุด กับการที่ต้องพบกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก ในขณะที่ต้องนั่งมองคู่แข่งคนสำคัญอย่างปีศาจแดงกวาดแชมป์ครั้งแล้วครั้งเล่าจนยึดบัลลังก์เจ้าแชมป์ลีกของพวกเขาไป พร้อมกับคำเยาะเย้ยถากถางอย่างเจ็บแสบซึ่งทำให้ช่วงเวลาทางความรู้สึกของแฟน ๆ มันดูเหมือนจะยาวนานเกินกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ

ช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าทัพหงส์แดงจะตกต่ำแต่อย่างใด พวกเขาก็ยังคงมีผู้เล่นและผู้จัดการทีมชั้นยอดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาสร้างผลงานในถิ่นแอนฟิลด์ และยังสามารถคว้าแชมป์รายการต่าง ๆ มาครองได้อยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอฟเอคัพ, ลีกคัพ, ยูโรปาลีก, หรือแม้กระทั่งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก พวกเขาก็สามารถนำมาประดับตู้โชว์ได้ แต่สำหรับบอลลีกภายในประเทศแล้ว เหมือนพวกเขาจะโดนคำสาปอะไรซักอย่างคอยขวางกั้นอยู่ และไม่ว่าจะหายอดผู้จัดการทีมคนใดเข้ามาทำภารกิจนี้ก็ไม่สำเร็จซักที ไม่ว่าจะเป็นเคนนี แดลกลีช, แกรม ซูเนสส์, รอย อีแวนส์, เฌราร์ อูลีเย, ราฟาเอล เบนิเตซ และเบรนดัน ร็อดเจอส์ ก่อนที่จะมาเจอกับชายชาวเยอรมันชื่อว่า “เจอร์เกน คล็อปป์” ที่มาพร้อมไม้วิเศษ

เจอร์เกน คล็อปป์ กับภารกิจล่าแชมป์ลีกของลิเวอร์พูล

การก้าวเข้าสู่รั้วแอนฟิลด์ของคล็อปป์นับว่าเป็นจุดกำเนิดของการทวงบัลลังก์เลยก็ว่าได้ เพราะชายผู้นี้แหละที่เป็นกุญแจดอกสำคัญสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ เขาก้าวเข้ามารับงานพร้อมกับโปรไฟล์ที่ไม่ธรรมดา เมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยพาทีมเก่าอย่างโบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ เขย่าบัลลังก์ของเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิคมาแล้วที่เยอรมัน แถมยังมีฟุตบอลในแบบของตัวเองที่มีดีพอที่จะเป็นความหวังให้หงส์แดงได้บินสูงอีกครั้งอีกด้วย และนี่คือสิ่งที่เจอร์เกน คล็อปป์ ใช้ในการสร้างทีมของเขาขึ้นมาจนสามารถทลายคำสาปแห่งพรีเมียร์ลีกที่มีต่อหงส์แดงได้เสียที

1.ฟุตบอลแบบเฮฟวีเมทัล

คล็อปป์พูดเสมอว่าแนวทางการเล่นของเขานั้น ถ้าจะเปรียบกับแนวเพลงคงจะเป็นแบบ “เฮฟวีเมทัล” นั่นคือจะเน้นไปที่การเพรสซิ่งที่ดุดันและการโจมตีที่รวดเร็ว พร้อมทั้งดึงอารมณ์ร่วมของผู้เล่นออกมาให้มากที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการที่จะอัดแทกติกของเขาที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “เจอร์เกน เพรสซิ่ง” ให้กับนักเตะหงส์แดงที่ได้รับเป็นมรดกจากยุคของร็อดเจอร์ส เพราะสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพลังในการเพรสซิ่งคู่แข่งตลอดทั้งเกม ทำให้ผลงานของเขาในช่วงแรกดูออกมาไม่ดีนัก ในแง่ของความสำเร็จที่ต้องจบซีซั่นแบบมือเปล่าถึงสองปีด้วยกัน จนทำให้แฟนบอลบางส่วนเริ่มที่จะหมดหวังกันไปเลยก็มี แต่ในด้านผลงานในสนามต้องบอกว่าทีมของเขากำลังพัฒนามาอย่างถูกทางและนั่นทำให้เขายังคงได้โอกาสทำงานต่อ

2.สายตาอันเฉียบคม

เจอร์เกน คล็อปป์นั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการค้นหานักเตะฝีเท้าดีที่ราคาไม่แพง หรืออาจเรียกว่าเขาไม่ใช่ผู้ซื้อเพชร แต่เป็นนักเจียรนัยเพชรต่างหาก เขาเติมเต็มส่วนที่ทีมลิเวอร์พูลยังขาดด้วยผู้เล่นฝีเท้าดีราคาถูก อย่างเช่น ซาดิโอ มาเน่ (30 ล้านปอนด์) โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ (43 ล้านปอนด์) ที่ถือว่าค่าตัวแพงแล้วที่คล็อปป์ซื้อในตอนนั้น แต่มูลค่าของทั้งคู่ในเวลานี้ต้องบอกว่าอาจขึ้นไปแตะหลักร้อยแน่นอนหากมีการซื้อขายเกิดขึ้น จะมีการทุ่มซื้อด้วยเงินมหาศาลก็เพียงแค่ปราการหลังอย่างเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และอลีสซอง เบ็คเกอร์นายทวารจากโรม่าเท่านั้น เพราะเขาเชื่อว่าสองคนนี้จะคือกุญแจสำคัญที่จะนำพาทีมของเขาไปสู่ความสำเร็จแล้วนั่นเอง

3.ใช้จิตวิทยาสร้างความมั่นใจ

เขาใช้จิตวิทยาในการสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะและแฟนบอล จนทำให้ผลงานในสนามของนักเตะลิเวอร์พูลแข่งแกร่งและดุดันอย่างที่เห็น และผลงานเหล่านั้นก็ย้อนกลับไปเพิ่มความมั่นใจให้กับพวกเขาให้มากขึ้นไปอีก และสิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นรากฐานสู่ความสำเร็จที่แท้จริง เพราะการที่จะทำให้ผู้เล่นทั้งทีมก้าวผ่านความกดดันที่สั่งสมมากว่า 30 ปีย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย และสิ่งนี้นี่แหละที่อาจจะเป็นเหมือนคำสาปที่มองไม่เห็น ที่กั้นระหว่างพวกเขากับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่พวกเขาพลาดการคว้าแชมป์ในช่วงปลายซีซั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก น่าจะมาจากการที่ต้องเล่นด้วยความคาดหวังและแรงกดดันมหาศาลนั่นเอง

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เจอร์เกน คล็อปป์ใช้ในการสร้างทีมหงส์แดงของเขาให้กับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง และสามารถคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีมาครองได้สำเร็จตามที่เขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับแฟนหงส์แดง ซึ่งนับเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าทางสโมสรตัดสินใจถูกต้องในการให้เขาทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่นี้ พร้อมทั้งพิสูจน์ว่าคล็อปป์นั้นเป็นกุนซือที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกฟุตบอล

football

การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในครั้งนี้ ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานของลิเวอร์พูล ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นยุคทองยุคใหม่ของตำนานเครื่องจักรสีแดง เพราะจากสิ่งต่าง ๆ ที่คล็อปป์ได้วางไว้ให้กับทีม มันเป็นรากฐานที่แข่งแกร่งมากพอที่จะพัฒนาต่อยอดให้ทัพหงส์แดงยิ่งใหญ่ไปได้อีกหลายปี และถ้าเจอร์เกน คล็อปป์ได้เวลาทำทีมยาวนานเหมือนที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันทำกับผีแดงแล้วละก็ บัลลังก์เจ้าแห่งแชมป์ลีกจะกลับมาอยู่กับพวกเขาอีกครั้งอย่างแน่นอน

Credit : https://pixabay.com


Spread the love
ต้องการบทความคุณภาพเพื่อสร้างความสำเร็จต่อยอดธุรกิจ พร้อมดูแลครบวงจร
ติดต่อทีมงานมาได้เลยทุกช่องทาง!