Spread the love

1 min read

น้ำตาลธรรมชาติ VS น้ำตาลที่เติมแต่ง หวานแบบไหนที่ใช่คุณ

น้ำตาลเป็นสารให้ความหวานที่พบได้ในอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ มีความสำคัญต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับน้ำตาล 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ น้ำตาลธรรมชาติ และน้ำตาลที่เติมแต่ง ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร.

น้ำตาลธรรมชาติ

น้ำตาลธรรมชาติเป็นน้ำตาลที่พบได้ในอาหารและเครื่องดื่มตามธรรมชาติ เช่น ผลไม้ ผัก นม โยเกิร์ต เป็นต้น น้ำตาลธรรมชาติประกอบด้วยน้ำตาลหลายชนิด เช่น กลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส แลคโตส เป็นต้น

น้ำตาลที่เติมแต่ง

น้ำตาลที่เติมแต่งเป็นน้ำตาลที่นำมาใส่ในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติความหวาน เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลเหลว น้ำตาลเทียม เป็นต้น น้ำตาลที่เติมแต่งส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ เช่น ซูโครส แลคโตส เป็นต้น

หวานแบบไหนที่ใช่คุณ

น้ำตาลธรรมชาติ และน้ำตาลที่เติมแต่ง ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

น้ำตาลธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า และมักพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลธรรมชาติมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

น้ำตาลที่เติมแต่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มรสชาติความหวานให้กับอาหารและเครื่องดื่ม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคน้ำตาลที่เติมแต่งในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาความหวานแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ อย่าลืมพิจารณาทั้งประโยชน์และข้อเสียของแต่ละประเภทให้ดีก่อนตัดสินใจ

น้ำตาลธรรมชาติ VS น้ำตาลที่เติมแต่ง หาเลือกได้อะไรดีกว่ากัน

ถ้าคุณให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นหลัก น้ำตาลธรรมชาติจะดีกว่าน้ำตาลที่เติมแต่ง เนื่องจากน้ำตาลธรรมชาติมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า พบได้ในอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ผลไม้ ผัก นม โยเกิร์ต เป็นต้น การบริโภคน้ำตาลธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสมจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยในการดูดซึมสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินและแร่ธาตุ ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างปกติ เป็นต้น

ถ้าคุณให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นหลัก น้ำตาลที่เติมแต่งจะดีกว่าน้ำตาลธรรมชาติ เนื่องจากน้ำตาลที่เติมแต่งมีรสชาติหวานที่เข้มข้นกว่า มักพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลที่เติมแต่งมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

ถ้าคุณกำลังมองหาความหวานแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ อย่าลืมพิจารณาทั้งประโยชน์และข้อเสียของแต่ละประเภทให้ดีก่อนตัดสินใจ

คำแนะนำในการบริโภคน้ำตาล

ไม่ว่าคุณจะเลือกน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลที่เติมแต่ง ก็ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 10 ช้อนชาต่อวัน ส่วนสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

น้ำตาลธรรมชาติกินมากได้ไม่เป็นไร

น้ำตาลธรรมชาติก็ไม่ควรกินมากเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าน้ำตาลที่เติมแต่งก็ตาม การบริโภคน้ำตาลธรรมชาติมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน เช่น

  • เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น
  • อาจทำให้ฟันผุ
  • อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเลือกน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลที่เติมแต่ง ก็ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 10 ช้อนชาต่อวัน ส่วนสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

นอกจากนี้ น้ำตาลธรรมชาติบางชนิด เช่น น้ำตาลในน้ำผึ้ง น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลปี๊บ เป็นต้น อาจมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (GI) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน ดังนั้น ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะเช่นกัน

เหตุใดน้ำตาลที่เติมแต่งถึงไม่ดี

น้ำตาลที่เติมแต่งเป็นน้ำตาลที่นำมาใส่ในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติความหวาน มักพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นต้น

น้ำตาลที่เติมแต่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้หลายประการ เช่น

  • เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน น้ำตาลที่เติมแต่งเป็นสารให้ความหวานที่ให้ความหวานสูง ทำให้รู้สึกอิ่มน้อยลง ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่มากเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน

  • เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลที่เติมแต่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากเกินไป และนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน

  • เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ น้ำตาลที่เติมแต่งอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

  • อาจทำให้ฟันผุ น้ำตาลที่เติมแต่งเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งอาจทำให้เกิดฟันผุ

  • อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ น้ำตาลที่เติมแต่งอาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น

นอกจากนี้ น้ำตาลที่เติมแต่งบางชนิด เช่น น้ำตาลเทียม อาจส่งผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น ปวดหัว เวียนศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น

ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลที่เติมแต่งในปริมาณที่มากเกินไป

น้ำตาลเทียมคืออะไร

น้ำตาลเทียมเป็นสารให้ความหวานที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมชาติหลายร้อยเท่า มักใช้แทนน้ำตาลธรรมชาติในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อลดปริมาณแคลอรี่

น้ำตาลเทียมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • น้ำตาลเทียมที่มีรสหวานเหมือนน้ำตาลธรรมชาติ เช่น แอสปาแตม (Aspartame) ซูคราโลส (Sucralose) ไซลิทอล (Xylitol) เป็นต้น
  • น้ำตาลเทียมที่มีรสหวานแตกต่างจากน้ำตาลธรรมชาติ เช่น หญ้าหวาน (Stevia) น้ำตาลหล่อฮังกานี (Erythritol) เป็นต้น

น้ำตาลเทียมส่วนใหญ่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่มีแคลอรี หรือมีแคลอรีเพียงเล็กน้อย จึงไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากนัก ยกเว้นน้ำตาลเทียมบางชนิด เช่น แอสปาแตม อาจส่งผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว เวียนศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคน้ำตาลเทียมไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ข้อดีของน้ำตาลเทียม

  • ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมชาติหลายร้อยเท่า ทำให้สามารถใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติความหวานให้กับอาหารและเครื่องดื่ม
  • ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่มีแคลอรี หรือมีแคลอรีเพียงเล็กน้อย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดปริมาณแคลอรี่

ข้อเสียของน้ำตาลเทียม

  • อาจส่งผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว เวียนศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น
  • อาจทำให้เสพติดได้ เนื่องจากให้ความหวานที่เข้มข้นกว่าน้ำตาลธรรมชาติ

ดังนั้น จึงควรบริโภคน้ำตาลเทียมอย่างระมัดระวัง ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป

น้ำตาลเทียม VS น้ำตาลธรรมชาติ VS น้ำตาลที่เติมแต่ง

น้ำตาลธรรมชาติ น้ำตาลที่เติมแต่ง และน้ำตาลเทียม เป็นสารให้ความหวานที่พบได้ในอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ มีความสำคัญต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

น้ำตาลธรรมชาติ เป็นน้ำตาลที่พบได้ในอาหารและเครื่องดื่มตามธรรมชาติ เช่น ผลไม้ ผัก นม โยเกิร์ต เป็นต้น น้ำตาลธรรมชาติประกอบด้วยน้ำตาลหลายชนิด เช่น กลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส แลคโตส เป็นต้น

น้ำตาลที่เติมแต่ง เป็นน้ำตาลที่นำมาใส่ในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติความหวาน เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลเหลว น้ำตาลเทียม เป็นต้น น้ำตาลที่เติมแต่งส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ เช่น ซูโครส แลคโตส เป็นต้น

น้ำตาลเทียม เป็นสารให้ความหวานที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมชาติหลายร้อยเท่า มักใช้แทนน้ำตาลธรรมชาติในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อลดปริมาณแคลอรี่ น้ำตาลเทียมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • น้ำตาลเทียมที่มีรสหวานเหมือนน้ำตาลธรรมชาติ เช่น แอสปาแตม (Aspartame) ซูคราโลส (Sucralose) ไซลิทอล (Xylitol) เป็นต้น
  • น้ำตาลเทียมที่มีรสหวานแตกต่างจากน้ำตาลธรรมชาติ เช่น หญ้าหวาน (Stevia) น้ำตาลหล่อฮังกานี (Erythritol) เป็นต้น

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเลือกน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลที่เติมแต่ง ก็ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 10 ช้อนชาต่อวัน ส่วนสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

หากเราไม่กินน้ำตาลจะอยู่ได้ไหม

ตอบสั้น ๆ คือ อยู่ได้ แต่อาจไม่สบายใจและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

น้ำตาลเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ ร่างกายจะใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ น้ำตาลยังช่วยในการดูดซึมสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินและแร่ธาตุอีกด้วย

หากเราหยุดกินน้ำตาลไปเลย อาจทำให้ร่างกายขาดพลังงาน ส่งผลให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ปวดหัว หงุดหงิด เป็นต้น นอกจากนี้ การขาดน้ำตาลยังอาจทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารอื่นๆ ได้ไม่ดีอีกด้วย

ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายสามารถผลิตน้ำตาลได้เองจากคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น แป้ง และใยอาหาร อย่างไรก็ดี การผลิตน้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีกิจกรรมทางร่างกายสูง หรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

ดังนั้น หากต้องการหยุดกินน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารอื่นๆ อย่างเพียงพอ

ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการลดการบริโภคน้ำตาลอย่างค่อยเป็นค่อยไป

  • เริ่มต้นด้วยการลดปริมาณน้ำตาลที่เติมแต่งในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้รสหวาน เป็นต้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้และผักสด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำตาลธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ
  • เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ

หากสามารถลดการบริโภคน้ำตาลลงได้ จะช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น เช่น ลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

ข้อมูลทางวิชาการและสถิติเกี่ยวกับน้ำตาลธรรมชาติ น้ำตาลที่เติมแต่ง และน้ำตาลเทียม มีดังนี้

น้ำตาลธรรมชาติ

  • งานวิจัยพบว่า การบริโภคน้ำตาลธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างปกติ เป็นต้น
  • งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การบริโภคผลไม้ที่มีน้ำตาลธรรมชาติสูงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  • งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การบริโภคน้ำตาลธรรมชาติจากนมช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้

น้ำตาลที่เติมแต่ง

  • งานวิจัยพบว่า การบริโภคน้ำตาลที่เติมแต่งในปริมาณมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น
  • งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การบริโภคน้ำตาลที่เติมแต่งในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น
  • งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การบริโภคน้ำตาลที่เติมแต่งในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ฟันผุ

น้ำตาลเทียม

  • งานวิจัยพบว่า น้ำตาลเทียมส่วนใหญ่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่มีแคลอรี หรือมีแคลอรีเพียงเล็กน้อย จึงไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากนัก
  • งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า น้ำตาลเทียมบางชนิด เช่น แอสปาแตม อาจส่งผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว เวียนศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น
  • งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า น้ำตาลเทียมบางชนิด เช่น ซูคราโลส อาจปลอดภัยในการบริโภคในระยะยาว

สถิติ

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 10 ช้อนชาต่อวัน
  • สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ผู้ใหญ่และเด็กโตบริโภคน้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

สรุป

ข้อมูลทางวิชาการและสถิติเกี่ยวกับน้ำตาลธรรมชาติ น้ำตาลที่เติมแต่ง และน้ำตาลเทียม ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้

เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญงานเขียน
นามปากกา : นกเหยี่ยว


Spread the love
ต้องการบทความคุณภาพเพื่อสร้างความสำเร็จต่อยอดธุรกิจ พร้อมดูแลครบวงจร
ติดต่อทีมงานมาได้เลยทุกช่องทาง!