Spread the love

1 min read

โรคกระเพาะไม่ได้เป็นจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา

โรคกระเพาะไม่ได้เกิดจากกินอาหารไม่ตรงเวลา สาเหตุหลักของโรคกระเพาะคือการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ซึ่งพบได้ในกระเพาะอาหารของคนประมาณ 50% ทั่วโลก แบคทีเรียชนิดนี้สามารถผลิตเอนไซม์ที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลได้

ต้องการมืออาชีพช่วย เขียนบทความหรือเน้นการเขียนบทความคุณภาพสูง รวมถึงปรับแต่งบทความให้เหมาะสมตามรูปแบบธุรกิจและบริการของคุณ เสริมด้วยบริการ เขียนบทความ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาของเว็บไซต์คุณ ติดต่อตอนนี้ได้เลย

นอกจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะได้ เช่น

  • การสูบบุหรี่
  • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • การใช้ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน
  • โรคบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายประการ ดังนี้

  • ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน
  • เสี่ยงต่อโรคอ้วน การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาทำให้ร่างกายได้รับพลังงานไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกิน และเสี่ยงต่อโรคอ้วน
  • เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • เสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหาร การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลายังส่งผลเสียต่ออารมณ์และสมาธิในการทำงานอีกด้วย ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลามักมีอาการหงุดหงิดง่าย อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานแต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะอย่างที่เข้าใจกัน

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ทำให้เกิดโรคกระเพาะ?

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคกระเพาะอาหาร โดยประมาณ 70% ของคนทั่วโลกติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ แต่เพียง 10-15% เท่านั้นที่มีอาการของโรคกระเพาะ เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร สามารถสร้างเอนไซม์ที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลได้

อาการที่อาจพบได้จากการติดเชื้อไวรัสเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ได้แก่

  • ปวดท้อง
  • ท้องอืด
  • ท้องเฟ้อ
  • อาหารไม่ย่อย
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • น้ำหนักลด
  • อาเจียนเป็นเลือด

หากมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการ และรับการรักษาที่เหมาะสม

การรักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร

การรักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร คือการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้อาการของโรคกระเพาะดีขึ้นและหายขาดได้

ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ได้แก่

  • amoxicillin
  • clarithromycin
  • metronidazole
  • tetracycline

ยาลดกรดที่ใช้รักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ได้แก่

  • omeprazole
  • lansoprazole
  • rabeprazole
  • esomeprazole

การรักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร มักใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แพทย์จะพิจารณาเลือกสูตรยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วย

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไรมาจากไหน

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) พบได้ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์และสัตว์บางชนิด เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในสมัยโบราณ โดยมีการแพร่กระจายไปยังมนุษย์ผ่านน้ำดื่ม อาหาร หรือสิ่งสกปรกปนเปื้อน

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร มีลักษณะพิเศษที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารที่มีกรดเข้มข้นได้ โดยแบคทีเรียชนิดนี้สามารถสร้างโปรตีนที่ช่วยปกป้องตัวเองจากกรดในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ แบคทีเรียชนิดนี้ยังสามารถหลั่งเอนไซม์ที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลได้

ติดต่อเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไรได้อย่างไร

  • การสัมผัสทางปาก-ปาก เชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะของผู้ติดเชื้อ
  • การรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน เชื้อแบคทีเรียสามารถปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่มที่ไม่ถูกสุขอนามัย เช่น อาหารและน้ำดื่มที่ปรุงไม่สุก อาหารและน้ำดื่มที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม
  • การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสิ่งของส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อน ส้อม ที่กินข้าว

 

คนที่ติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร จะต้องเป็นโรคกระเพาะทุกคนไหม

คนที่ติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร เพียงประมาณ 10-15% เท่านั้นที่มีอาการของโรคกระเพาะ ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะ ได้แก่

  • การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็ม อาหารเหล่านี้อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง
  • การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ
  • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ
  • การใช้ยาแก้ปวดบางชนิด ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ
  • โรคบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคกรดไหลย้อน

หากพบว่าตนเองมีอาการของโรคกระเพาะ เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการ และรับการรักษาที่เหมาะสม

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคกระเพาะอาหารและโรคแผลในกระเพาะอาหาร เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถหลั่งเอนไซม์ที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบและเป็นแผลได้

หากผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร แต่ไม่ได้รับการรักษา เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้แผลในกระเพาะอาหารรุนแรงขึ้นและอาจทะลุทะลวงเข้าไปในอวัยวะข้างเคียง เช่น ลำไส้เล็ก ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร การติดเชื้อในช่องท้อง หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร

กินยาที่กัดกระเพาะทำให้เป็นได้ไหม

ยาที่กัดกระเพาะ (ยากลุ่ม NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน ยาไดโคลเฟแนค ยานาพรอกเซน เป็นต้น สามารถทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ โดยยากลุ่ม NSAIDs ทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ COX ที่มีหน้าที่สร้างสารโปรแทสแกลนดินในร่างกาย สารโปรแทสแกลนดินมีหน้าที่ช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารจากกรดและแบคทีเรีย หากยับยั้งเอนไซม์ COX จะทำให้สารโปรแทสแกลนดินลดลง ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบและเกิดแผลได้

นอกจากนี้ ยากลุ่ม NSAIDs ยังอาจทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกระเพาะแย่ลงได้

ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้ยากลุ่ม NSAIDs ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และควรรับประทานยาร่วมกับยาลดกรดเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะไม่ได้เกิดจากการกินอาหารหรือกินอาหารไม่ตรงเวลา แต่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารที่มีกรดเข้มข้นได้ โดยสามารถหลั่งเอนไซม์ที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลได้
  • การใช้ยาที่กัดกระเพาะ เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน เป็นต้น ยากลุ่ม NSAIDs ทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ COX ที่มีหน้าที่สร้างสารโปรแทสแกลนดินในร่างกาย สารโปรแทสแกลนดินมีหน้าที่ช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารจากกรดและแบคทีเรีย หากยับยั้งเอนไซม์ COX จะทำให้สารโปรแทสแกลนดินลดลง ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบและเกิดแผลได้
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็ม การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคกรดไหลย้อน เป็นต้น

ดังนั้น การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคกระเพาะ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือการใช้ยาที่กัดกระเพาะ

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่สนับสนุนข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่

  • บทความวิชาการเรื่อง “Gastritis: An Update on Pathophysiology, Diagnosis, and Treatment” โดย Dr. James M. Strain และคณะ จากมหาวิทยาลัยอีโมรี สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ในวารสาร Digestive Diseases and Sciences ฉบับเดือนสิงหาคม 2022 ระบุไว้ว่า “การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาอาจทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะอาหารได้ เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แต่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอาหาร”

  • บทความวิชาการเรื่อง “Diet and Gastritis: What You Need to Know” โดย Dr. Michael Greger จากมูลนิธิ Physicians Committee for Responsible Medicine สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ในเว็บไซต์ NutritionFacts.org ระบุไว้ว่า “การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาอาจทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากเกินไป แต่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอาหาร”

ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า โรคกระเพาะอาหารเกิดจากกินอาหารไม่ตรงเวลานั้น ไม่เป็นความจริง แต่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาอาจทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะอาหารได้

เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญงานเขียน
นามปากกา : นกเหยี่ยว


Spread the love