Spread the love

1 min read

ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเสี่ยงเบาหวาน! ผลวิจัยใหม่เผยความจริงที่ชวนช็อก!

ต้องการมืออาชีพช่วย เขียนบทความหรือเน้นการเขียนบทความคุณภาพสูง รวมถึงปรับแต่งบทความให้เหมาะสมตามรูปแบบธุรกิจและบริการของคุณ เสริมด้วยบริการ เขียนบทความ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาของเว็บไซต์คุณ ติดต่อตอนนี้ได้เลย

ดื่มน้ำจากขวดพลาสติก

ในปัจจุบัน มีการเผยผลวิจัยใหม่จากสหรัฐอเมริกาที่ชี้ชัดว่าการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกบ่อยครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ข้อมูลนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทราบเพื่อการตัดสินใจในการบริโภคและการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก

ทีมวิจัยจาก California Polytechnic State University ในสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Diabetes โดยการศึกษาในครั้งนี้ได้ทดลองกับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงดีจำนวน 40 คน ซึ่งผลการทดลองพบว่าการได้รับสารเคมี BPA (Bisphenol A) จากขวดพลาสติกเป็นเวลาเพียง 4 วันสามารถลดความไวของร่างกายต่ออินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญ สาร BPA ถูกใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด รวมถึงขวดน้ำพลาสติก ซึ่งสามารถรบกวนการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2


สารเคมี BPA (Bisphenol A) คืออะไร

Bisphenol A (BPA) เป็นสารเคมีอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการผลิตพลาสติกหลายชนิดและเรซิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตพลาสติกประเภทโพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) และเรซินอีพอกซี (Epoxy resins) สารเคมีนี้มีการใช้แพร่หลายในบรรจุภัณฑ์อาหาร ขวดน้ำ และสินค้าพลาสติกต่างๆ


ข้อมูลงานวิจัยดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเสี่ยงเบาหวาน

การทดลองนี้ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีการสรุปผลว่า BPA มีผลกระทบต่อการเผาผลาญกลูโคสในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ผลการศึกษานี้เป็นการยืนยันโดยตรงครั้งแรกเกี่ยวกับผลกระทบของ BPA ต่อสุขภาพในผู้ใหญ่

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่มาอื่นๆ พบว่ามีความสอดคล้องกันในผลการศึกษาโดยมีความน่าเชื่อถือถึง 90% ข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่น สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) และสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกา (ADA)


ผลกระทบของ BPA ต่อสุขภาพในผู้ใหญ่

สาร Bisphenol A หรือ BPA เป็นสารเคมีที่ถูกใช้ในการผลิตพลาสติกหลายชนิด รวมถึงขวดน้ำและบรรจุภัณฑ์อาหาร การศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากมายได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัส BPA ต่อสุขภาพของผู้ใหญ่ ดังนี้:

  1. ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2:
    • การศึกษาจาก California Polytechnic State University ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes พบว่าการได้รับสาร BPA สามารถลดความไวของร่างกายต่ออินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อการเผาผลาญกลูโคสและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2
  2. การรบกวนฮอร์โมน:
    • BPA เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมนุษย์ ทำให้สามารถรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนและการเผาผลาญในร่างกาย
  3. ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ:
    • มีการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับ BPA กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากการรบกวนการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
  4. ผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์:
    • BPA อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในเพศชายที่อาจทำให้มีการลดลงของจำนวนและคุณภาพของสเปิร์ม
  5. การรบกวนการทำงานของตับและไต:
    • มีการศึกษาเพิ่มเติมที่พบว่า BPA สามารถมีผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ทำให้เกิดความเสียหายและเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบของ BPA ต่อสุขภาพในเด็ก

สาร Bisphenol A หรือ BPA เป็นสารเคมีที่ถูกใช้ในการผลิตพลาสติกหลายชนิด รวมถึงขวดน้ำและบรรจุภัณฑ์อาหาร การศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากมายได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัส BPA ต่อสุขภาพของผู้ใหญ่ ดังนี้:

BPA มีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กที่มีความรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตและระบบต่างๆ ในร่างกาย​และอารมณ์:

  1. การพัฒนาของสมองและพฤติกรรม:
    • BPA อาจมีผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและพฤติกรรมของเด็ก การได้รับ BPA ในช่วงการพัฒนาสมองอาจทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียนรู้และพฤติกรรมในเด็ก
  2. การรบกวนระบบฮอร์โมน:
    • เด็กมีความไวต่อการรบกวนของฮอร์โมนมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบฮอร์โมนยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ การได้รับ BPA อาจส่งผลต่อการพัฒนาและการทำงานของระบบฮอร์ทำห้เกิดปัญหาด้านการเจริญเติบโตและการพัฒนาเพศ
  3. ระบบภูมิคุ้มกัน:
    • BPA อาจมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก การได้รับ BPA อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคภูมิคุ้มกันมากขึ้น

วิธีการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีสาร Bisphenol A (BPA) หรือไม่

ตรวจสอบฉลากและสัญลักษณ์:

  • ผลิตภัณฑ์พลาสติกบางชนิดจะมีสัญลักษณ์รีไซเคิลที่ระบุหมายเลขอยู่ภายใน สามเหลี่ยม
    • พลาสติกประเภทที่มักมี BPA ได้แก่ โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate หรือ PC) ซึ่งมีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 7
    • อย่างไรก็ตาม พลาสติกประเภท 7 บางชนิดก็ไม่มี BPA ดังนั้นการตรวจสอบเพิ่มเติมจึงสำคัญ
  • ตรวจสอบฉลากที่ระบุว่า “BPA Free” ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดจากสาร BPA

ความขัดแย้งของผลวิฉัยเรื่อง BPA

จากข้อมูลที่ได้รับ มีความขัดแย้งในผลการประเมินเกี่ยวกับผลกระทบของสาร BPA (Bisphenol A) ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งเกิดจากการศึกษาจากหลายแหล่ง ดังนี้:

ข้อมูลจาก EFSA

  1. รายงานปี 2015:
    • รายงานจาก EFSA ในปี 2015 ระบุว่า BPA อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกรณีของการสัมผัสในระดับสูง
  2. รายงานล่าสุดปี 2023:
    • รายงานล่าสุดจาก EFSA ในปี 2023 ได้ทบทวนข้อมูลใหม่และระบุว่า BPA ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคทุกกลุ่มอายุ (รวมถึงทารกในครรภ์ ทารก และวัยรุ่น) ในระดับการสัมผัสปัจจุบัน
    • รายงานระบุว่าผลการประเมินใหม่ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อสรุปว่ามีผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันตามที่เคยระบุในปี 2015 แต่ EFSA ยังคงติดตามผลการวิจัยเกี่ยวกับ BPA และจะปรับการประเมินความเสี่ยงหากมีข้อมูลใหม่

ข้อมูลจากแหล่งอื่น

  1. Environmental Working Group (EWG):
    • EWG ยังคงระบุว่า BPA มีความสามารถในการรบกวนระบบฮอร์โมนและเป็นพิษต่อการพัฒนาและการสืบพันธุ์ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2 และระบบภูมิคุ้มกัน
  2. ข้อมูลจากการศึกษาอื่นๆ:
    • งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes และอื่นๆ ยังชี้ให้เห็นว่า BPA สามารถลดความไวของร่างกายต่ออินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 ในผู้ใหญ่
    • การศึกษาจาก California Polytechnic State University ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes แสดงผลการทดลองว่าการได้รับสาร BPA สามารถลดความไวของร่างกายต่ออินซูลินได้

ข้อพิจารณาในการตัดสินใจ

  1. แหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง:
    • รายงานจาก European Food Safety Authority (EFSA) เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุโรป EFSA ทำการประเมินความเสี่ยงของสารเคมีอย่างละเอียดและเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์
    • รายงานจาก Environmental Working Group (EWG) ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม EWG มีการวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของสารเคมีหลายชนิด
  2. การพิจารณาข้อมูลจากงานวิจัยหลายแหล่ง:
    • การศึกษาจาก California Polytechnic State University ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของ BPA ต่อความไวของอินซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณาในการตัดสินใจ
    • งานวิจัยจากแหล่งอื่นๆ ที่มีการศึกษาผลกระทบของ BPA ต่อสุขภาพอย่างกว้างขวาง
  3. การติดตามข้อมูลล่าสุด:
    • ข้อมูลเกี่ยวกับ BPA และผลกระทบต่อสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงตามการศึกษาวิจัยใหม่ๆ ดังนั้น การติดตามข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น EFSA, EWG, และวารสารทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้คุณมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและแม่นยำมากขึ้น
  4. การพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจาก BPA:
    • การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “BPA Free” หรือเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยเช่น แก้ว หรือ สแตนเลส จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

สรุป

ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีความขัดแย้งกันในเรื่องผลกระทบของ BPA ต่อสุขภาพ:

  • EFSA ปี 2023: ระบุว่าในระดับการสัมผัสปัจจุบัน BPA ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคทุกกลุ่มอายุ และไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนว่ามีผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  • EWG และงานวิจัยอื่นๆ: ยังคงระบุว่า BPA มีความเสี่ยงต่อสุขภาพหลายด้าน รวมถึงการรบกวนระบบฮอร์โมน การเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อมูลล่าสุดจาก EFSA ระบุว่าในระดับการสัมผัสปัจจุบัน BPA ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคทุกกลุ่มอายุ แต่  EWG และงานวิจัยอื่นๆ ยังคงบอกว่า​มีความเสี่ยงที่สำคัญต่อสุขภาพ การให้ความสำคัญกับข้อมูลจากหลายแหล่งจะช่วยให้การตัดสินใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคุณและครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “BPA Free” หรือเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยเช่น แก้ว หรือ สแตนเลส จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้


แหล่งอ้างอิง:

  • Diabetes Journal
  • California Polytechnic State University
  • EPA: ข้อมูลจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา
  • ADA: ข้อมูลจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกา
  • Diabetes Journal: ผลการศึกษาจาก California Polytechnic State University ที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้

Spread the love