Spread the love

1 min read

เลือกครีมกันแดดอย่างไร ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ


ครีมกันแดดสำคัญกับผิวมาก เพราะช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีที่อันตราย ถ้าหากเราเลือกที่จะไม่ทา ผิวของเราก็อาจจะมีฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรทาครีมเพื่อป้องกันแสงแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้งนั่นเอง แล้วครีมกันแดดที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของเราจริง ๆ หรือไม่? จะช่วยปกป้องผิวได้เต็มที่หรือเปล่า ถ้าอยากรู้ ไปหาคำตอบกันได้เลย


ค่า SPF และ PA ในครีมกันแดดคืออะไร? สำคัญมากแค่ไหน?

หากสังเกตบนฉลากจะเห็นว่ามีค่า SPF และค่า PA ระบุไว้อยู่ เคยสงสัยไหมว่าค่าเหล่านี้กำลังบอกอะไร ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นตัวช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของรังสี UVB ส่วนค่า PA (Protection grade of UVA) จะช่วยปกป้องผิวจาก UVA ซึ่งรังสีทั้งสองชนิดก็ส่งผลเสียกับผิวเช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันที่ระดับความรุนแรง

รังสี UVB จะทำลายผิวหนังชั้นนอกหรือหนังกำพร้า ส่งผลให้ผิวไหม้แดด

รังสี UVA สามารถทำร้ายลึกไปถึงชั้นหนังแท้ที่อยู่ภายใต้ชั้นหนังกำพร้า ส่งผลให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ ฝ้า กระ และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

อย่างที่บอกไป ค่า SPF ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB และผิวของแต่ละคนก็ไวต่อรังสี UVB ต่างกัน บางคนช้าบางคนเร็ว ซึ่งค่าเฉลี่ยที่ผิวจะเริ่มไหม้เมื่อเจอแดดนั้นอยู่ที่ประมาณ 10-20 นาที และตัวเลขที่เห็นจากค่า SPF นี้เอง ช่วยบอกว่าครีมหลอดนี้จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้กี่เท่า คำนวณง่าย ๆ จากการเอาตัวเลขค่า SPF คูณกับระยะเวลาที่ผิวเริ่มไหม้ เช่น ทาครีมกันแสงแดดค่า SPF 15 x เวลาที่ผิวไหม้ 10 = ปกป้องผิวได้ 150 นาที

แสดงว่าครีมกันแสงแดดนี้สามารถปกป้องผิวจาก UVB ได้นาน 150 นาที อย่างนี้ก็แสดงว่าค่ายิ่งเยอะก็ยิ่งดีหรือเปล่า? จริง ๆ แล้วประสิทธิภาพในการปกป้องผิวไม่ได้มากไปกว่ากันเท่าไหร่ เพราะค่า SPF 15 สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ 94% ค่า 30 ปกป้องผิวได้ 97% ค่า 45 ปกป้องผิวได้ 98% นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจะมีค่า SPF เท่าไหร่ก็ดีพอ ๆ กัน ดังนั้นหากในชีวิตประจำวันไม่ได้เจอแสงแดดมาก SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับค่า PA ที่ช่วยป้องกันรังสี UVA จะมีเครื่องหมาย + ต่อท้าย สามารถเลือกได้จากการดูจำนวนเครื่องหมาย + จำนวน + ยิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจาก UVA มากเท่านั้น ดังนี้

-PA+ ปกป้องรังสี UVA ได้ระดับต่ำ

-PA++ ปกป้องรังสี UVA ได้ระดับปานกลาง

-PA+++ ปกป้องรังสี UVA ได้ระดับสูง

-PA++++ ปกป้องรังสี UVA ได้ระดับสูงสุด

ครีมกันแดดมีกี่ประเภท เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ

เมื่อเข้าใจประสิทธิภาพการป้องกัน UVA และ UVB ของครีมกันแดดแล้ว มาดูกันเลยว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบไหน ควรเลือกครีมกันแดดลักษณะใด

ลักษณะการใช้ชีวิต

1.ทำงานในออฟฟิศ ไม่ค่อยเจอแสงแดดมาก ไลฟ์สไตล์แบบนี้เลือกครีมกันแดดค่า SPF 15 และค่า PA ก็ไม่จำเป็นต้องมาก แต่หมั่นทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
2.ทำงานกลางแดด หรือต้องเจอแดดแรงทั้งวัน เลือกครีมที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ส่วนค่า PA ยิ่งสูงยิ่งดี และหมั่นทาซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
3.ออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องเปียกน้ำ นอกจากการเลือกค่า SPF ตามข้อ 2 แล้ว ควรเลือกครีมกันแดดประเภท Water Resistant จะช่วยปกป้องผิวได้ดีขึ้น แต่หากต้องอยู่ในน้ำเป็นเวลานานมากกว่า 40 นาที แนะนำให้เลือกแบบ Very Water Resistant จะปกป้องผิวได้นานขึ้นถึง 80 นาที

เนื้อสัมผัสของครีม

1.เนื้อครีม เหมาะกับคนผิวแห้งขาดน้ำ ต้องการความชุ่มชื้น ลักษณะเนื้อสัมผัสจะออกไปทางแน่น แต่ข้อเสียคืออาจจะเหนอะหนะง่ายกว่าแบบอื่น
2.เนื้อเจล เหมาะกับคนผิวมัน หรือคนที่ชอบครีมที่มีลักษณะเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมได้ง่าย และไม่หนักผิว
3.ประเภทสเปรย์ เหมาะกับการใช้บริเวณผิวกาย ข้อดีคือใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ในขณะที่จุดไฟหรือสูบบุหรี่ เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้

สรุป

เห็นไหมว่าครีมกันแดดสำคัญกับผิวเรามากแค่ไหน ดังนั้นเราควรศึกษาและเลือกซื้อครีมที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด นอกจากการเลือกที่ประสิทธิภาพการป้องกันแสงยูวีและประเภทการใช้งานแล้ว วิธีการทาก็สำคัญเช่นกัน เพราะครีมจะช่วยป้องกันแสงแดดได้อย่างเต็มที่ เมื่อเราทาก่อนออกแดด 15-30 นาที และหมั่นทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หากต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานอย่าลืมทาบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น คอ มือ แขน ขา และเท้า ลดความเสี่ยงที่ผิวจะไหม้แดดและสีผิวไม่สม่ำเสมอกัน รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมปกป้องผิวของเราด้วยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านด้วยนะ

Credit ภาพ : Pixabay.com


Spread the love
ต้องการบทความคุณภาพเพื่อสร้างความสำเร็จต่อยอดธุรกิจ พร้อมดูแลครบวงจร
ติดต่อทีมงานมาได้เลยทุกช่องทาง!