เงินเดือน 15,000 จะอยู่ให้รอดอย่างไรในกรุงเทพฯ

เงินเดือนหมื่นห้าเป็นจำนวนเงินเดือนขั้นต่ำเริ่มต้นสำหรับวุฒิปริญญาตรีในปัจจุบัน ประกอบกับแหล่งงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ การใช้เงินเดือนหมื่นห้าให้เพียงพอในกรุงเทพฯ จึงอาจเป็นโจทย์หินสำหรับใครหลาย ๆ คน วันนี้เราจึงพามารู้จักวิธีจัดสรรเงิน ช่องทางการหารายได้เสริม และการบริหารการเงินด้วยการลงทุนสำหรับผู้ใช้ชีวิตด้วยเงินเดือน 15,000 บาท

เงินเดือน 15,000 บาท จัดสรรเงินอย่างไรให้เพียงพอ

การอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ด้วยเงินเดือน 15,000 บาท จำเป็นต้องมีการจัดสรรเงินอย่างระมัดระวัง โดยให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันก่อน ได้แก่ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ซึ่งเราควรคุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้มีจำนวนน้อยที่สุด เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องมีทุกเดือน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ยกตัวอย่างเช่น การเช่าที่พักราคาถูกและใกล้ที่ทำงาน การเช่าอยู่กับเพื่อนเพื่อช่วยกันแชร์ค่าเช่า การเดินทางด้วยรถเมล์หรือเดินเท้าหากระยะทางไม่ไกล หรือการจำกัดราคาอาหารให้อยู่ระหว่าง 150 – 250 บาท/วัน หากมีเงินเหลือจากค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้วจึงใช้จ่ายไปกับเรื่องจิปาถะหรือของฟุ่มเฟือยได้ ทั้งนี้ ผู้มีเงินเดือนหมื่นห้าจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีหารายได้เสริมหรือการเก็บออมไว้สำหรับการใช้จ่ายฉุกเฉินในอนาคตด้วยเช่นกัน


เงินไม่พอต้องทำงานเสริมเพิ่มรายได้

การบริหารการเงินสำหรับคนเงินเดือนหมื่นห้าเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แม้สามารถจัดสรรการใช้เงินได้เพียงพอในชีวิตประจำวัน แต่ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ในอนาคตหากมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ดังนั้น จึงควรมองหาช่องทางเพิ่มรายได้ด้วยการทำงานเสริม โดยปัจจุบันมีช่องทางหารายได้เสริมสำหรับคนทำงานประจำหลายช่องทาง เช่น

1.ขายของออนไลน์

การขายของออนไลน์ไม่ต้องมีหน้าร้าน ทำให้เราสามารถขายของได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงมีสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต โดยปัจจุบันธุรกิจการซื้อ – ขายออนไลน์มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นที่นิยมและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้ซื้อและผู้ขายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันขายของ การทำธุรกรรมออนไลน์ที่สะดวกสบาย และผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่สามารถจัดส่งได้รวดเร็วด้วยต้นทุนไม่แพง การขายของออนไลน์จึงเป็นงานที่สามารถทำควบคู่ไปกับงานประจำและสามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว

2.หารายได้จากการผลิตคอนเทนต์

การผลิตคอนเทนต์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสี่ยงเสียต้นทุนในการซื้อสินค้ามาขาย เพียงแค่ต้องการสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ในการผลิตคอนเทนต์ โดยมีคอนเทนต์ให้เลือกหลายรูปแบบแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน เช่น การทำเพจในเฟซบุ๊ก การทำชาแนลยูทูป หรือการเขียนบทความ โดยรายได้อาจมาจากยอดผู้ชม สปอนเซอร์ หรือการซื้อ-ขายเนื้อหา

3.รับจ้างสอนในเรื่องที่ตนเองถนัด

การรับจ้างสอนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการหารายได้พิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องวิชาการเสมอไป แต่เป็นการสอนองค์ความรู้อะไรก็ได้ที่เรามีอยู่แล้ว เช่น สอนทำอาหาร สอนถ่ายภาพ สอนเย็บผ้า สอนทำเว็บไซต์ เป็นต้น โดยอาจเริ่มจากการเข้ากลุ่มเฉพาะในสังคมออนไลน์ แลกเปลี่ยนผลงานและให้ความรู้ผู้อื่นบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้มีคนรู้จักความสามารถของเรา เมื่อมีผู้สนใจก็อาจเสนอคอร์สเรียนโดยคิดค่าตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งการสอนรูปแบบนี้สามารถทำได้ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และการนัดเจอผู้เรียนในเวลาหลังเลิกงานตามสถานที่สาธารณะ

แนวทางบริหารเงินเดือน 15,000 บาทให้งอกเงยด้วยการลงทุน

หากผู้มีเงินเดือน 15,000 บาท สามารถหารายได้เสริมหรือสามารถจัดสรรการใช้เงินได้ลงตัวจนมีเงินเหลือเก็บออมแล้ว เงินที่เหลือส่วนหนึ่งควรนำมาลงทุน เนื่องจากเป็นวิธีที่จะทำให้เรามีรายได้มากขึ้นในระยะยาว โดยการลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ที่มีเงินเดือนหมื่นห้ามีให้เลือกหลายรูปแบบ ได้แก่

1.การลงทุนในหุ้น

หลายคนมักจะคิดว่าคนเล่นหุ้นจะต้องมีเงินทุนเริ่มต้นมาก ๆ แท้จริงแล้วเราสามารถเริ่มเล่นหุ้นได้ด้วยเงินเพียงหลักสิบหรือหลักร้อย โดยจากงานวิจัยพบว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลการตอบแทนเฉลี่ย 8 – 12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ นอกจากนี้ การลงทุนด้วยหุ้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมคือทำให้ผู้ลงทุนต้องศึกษาหาความรู้และทำความรู้จักกับอุตสาหกรรม บริษัท สินค้า บริการ หรือแม้กระทั่งการทำความเข้าใจกับตัวแปรทางเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนมีมุมมองเกี่ยวกับการบริหารการเงินที่กว้างมากขึ้นจนอาจกลายเป็นไอเดียในการประกอบอาชีพอื่น ๆ ได้ในอนาคต

2.การลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือ ETF

หากใครที่สนใจลงทุนในหุ้น แต่คิดว่ามีความเสี่ยงเกินไปและไม่มีเวลาในการติดตามศึกษา การลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของเรา โดยส่วนมากกองทุนรวมมักจะมีเงื่อนไขในการลงทุนขั้นต้นอยู่ที่ 1,000 – 5,000 บาท และต้องเสียค่าธรรมเนียมกองทุนประมาณ 0.5 – 1.5 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน แต่หากไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมและต้องการให้เงินลงทุนมีสภาพคลองสูงขึ้น ตลาดหุ้นก็มีอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ ETF หรือ Exchange Traded Fund ซึ่งเป็นดัชนีรวมของหุ้นกลุ่มต่าง ๆ ที่ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้นทั่วไป มีสภาพคล่องสูง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกองทุนและสามารถเริ่มลงทุนได้แม้มีเงินทุนหลักร้อย (แล้วแต่ราคาของ ETF แต่ละตัว)

3.การลงทุนด้วยการซื้อสลากออมทรัพย์

การซื้อสลากออมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย สามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 20 บาท ไปจนถึง 5,000 บาท (แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร) และไม่มีความผันผวนเหมือนหุ้นเนื่องจากผลตอบแทนคงที่และยังมีสิทธิ์ลุ้นถูกรางวัลอีกด้วย แต่ข้อเสียที่สำคัญ คือ สภาพคล่องต่ำ โดยทั่วไปมีอายุสลาก 1 – 2 ปี และหากไม่ถูกรางวัลก็ถือว่าสลากออมทรัพย์อาจมีผลประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม

การอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยเงินเดือน 15,000 บาท อาจเป็นชีวิตที่ไม่มั่นคงนัก จึงจำเป็นต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัดและสะสมความรู้สำหรับการบริหารการเงินเพื่อต่อยอดรายได้ที่มีอยู่ให้งอกเงย นอกจากนี้ ผู้มีเงินเดือนหมื่นห้าควรจะมองหาลู่ทางในการเพิ่มเงินเดือนโดยการเลื่อนขั้นหรือต่อรองเงินเดือนกับนายจ้างให้เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนงานใหม่เมื่อมีประสบการณ์มากพอ และหากทำงานไปสักระยะเพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้นในอนาคต