รถยนต์ไฟฟ้า ยานพาหนะทางรอด จะมาแทนน้ำมันได้จริงหรือไม่

ท่ามกลางกระแสโลกสีเขียวและพลังงานทางเลือก หนึ่งในนวัตกรรมที่คนทั้งโลกต่างให้ความสนใจก็คือ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles) ที่หลายสำนักคาดว่าจะมีบทบาทอย่างมากต่อวงการรถยนต์ในสองทศวรรษต่อจากนี้ ในต่างประเทศเริ่มมีการใช้ EV กันมากขึ้น สังเกตได้จากยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2019 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจากรถยนต์ทั้งหมดขยับขึ้นเป็น 2.2% จาก 1.8 % แค่ในสหรัฐอเมริกามี EV วิ่งบนท้องถนนแล้วถึง 1.3 ล้านคัน สถานการณ์จะเป็นอย่างไร แล้วจะมีผลอย่างไรกับตลาดรถยนต์ในบ้านเราที่ยังใช้น้ำมันเป็นหลัก สุดท้ายแล้วรถยนต์ EV จะมาแทนรถสันดาป (ICE)ได้จริงหรือ เราจะมาวิเคราะห์กันทีละประเด็น

ราคาและความสะดวกในการใช้งาน โจทย์ใหญ่ที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องเอาชนะ

โอกาสและอุปสรรคของรถยนต์ไฟฟ้า ทำไมถึงมาแรง?

กระแสรถ EV เกิดขึ้นในประเทศกลุ่มผู้นำก่อน จนปัจจุบัน (ปี 2020) ทำยอดขายทั่วโลกเกินหลักล้านไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ต้องเข้าใจว่ารถยนต์ระบบไฟฟ้ายังเป็นเรื่องใหม่เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของรถยนต์ระบบน้ำมัน ความสะดวกในการใช้งานอาจจะยังเทียบไม่ได้ในตอนนี้ แต่สิ่งต่าง ๆ กำลังจะเปลี่ยนไปแล้วในอนาคตอันใกล้

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามีข้อดีเมื่อเทียบกับรถยนต์แบบสันดาปคือ

  • มีอัตราเร่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ระบบ ICE
  • ระบบไฟฟ้าต้องการการดูแลรักษาน้อยกว่า
  • EV สะอาดและปลอดภัยกว่า ปลอดมลพิษ ไม่มีคราบและเขม่า
  • มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงถูกกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด
  • ชาร์จไฟที่บ้านได้ ไม่ต้องไปเสียเงินเติมที่ปั๊มหากไม่ต้องการไปไหนไกล ๆ หรืออยู่ในระหว่างการเดินทางระยะไกล เช่น ข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศ
  • รัฐบาลประเทศต่าง ๆ กำลังมุ่งให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเร่งด่วน มีแนวโน้มว่าอัตราภาษี EV จะถูก เพราะต้องการสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทน

สถานการณ์ด้านราคา ปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว?

ผู้เล่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ผู้นำในวงการประกอบด้วยชื่อที่คุ้นหูกันเป็นอย่างดี ได้แก่ Nissan, Hyundai, Porsche, Volkswagen, Honda, Toyota, BMW และที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือผู้นำตลาดอย่าง Tesla ของ อีลอน มัสก์ ที่ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าสูงกว่า Toyota ไปแล้ว เรียกได้ว่าทุกเจ้าลงมาแข่งขันในตลาดนี้หมด EV มีช่วงราคาอยู่ที่ 30,000 – 100,000$ ต่อคัน หากคิดเป็นเงินบาท รถมือหนึ่งของรุ่นที่ถูกที่สุด เช่น Nissan Leaf จะมีราคาประมาณ 1,000,000 บาทต่อคัน และหากเป็นโมเดลไฮเอ็นด์ก็จะมีราคาสูงถึง 3,000,000 บาทต่อคัน นับว่าราคายังสูงอยู่สักหน่อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่วิ่งในท้องถนนบ้านเรา

ทิศทางราคารถ EV ในอนาคต ถึงเวลาซื้อแล้วหรือยัง?

สำนักข่าว The Guardian คาดการณ์ว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 – 3 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นราคาจะเริ่มลดลงเมื่อปริมาณความต้องการสูงขึ้น ในขณะที่บริษัท BP พยากรณ์ไว้ว่าก่อนปี 2030 Deloitte รายงานที่ปี 2024 จุดร่วมที่ได้จึงอยู่ที่ประมาณปี 2026 ที่รถ EV จะมีต้นทุนทั้งหมดเทียบเท่ารถยนต์ระบบสันดาปหรือ ICE ในวันนั้นเราจะเห็น EV วิ่งเป็นปกติตามท้องถนนในประเทศที่มีรายได้สูง ส่วนในเมืองไทยอาจต้องรอหลังจากนั้นอีกสักพัก แต่ก็เป็นไปได้ว่าในอีกไม่นานเราจะได้เห็นรถไฟฟ้าในช่วงราคา 500,000 – 700,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ทุกคนยอมรับ

แบตเตอรี่ อุปสรรคใหญ่ของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังได้รับการแก้ไขจนใกล้ประสบความสำเร็จ

สถานการณ์แบตเตอรี่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

แบตเตอรี่เป็นอุปสรรคใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่บริษัทผู้ผลิตพยายามจะก้าวข้ามไปให้ได้ การใช้ EV ในปัจจุบันมีวิธีการชาร์จสองวิธีหลัก ๆ คือ ชาร์จจากไฟบ้าน (kW ต่ำกินเวลานาน โดยเฉลี่ยข้ามคืนประมาณ 8-11 ชั่วโมง) และชาร์จแบบด่วนที่สถานีชาร์จไฟ (43-50kW) ซึ่งใช้เวลาชาร์จ 2 ชั่วโมงสำหรับรุ่น Tesla Model S ปี 2019 (21 ชั่วโมงสำหรับไฟบ้านต่ำสุดที่ 3.7kW) และจะวิ่งได้ไกลถึง 380 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

ราคาแบตเตอรี่ในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางไหน?

จากรายงานล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 Tesla ผู้นำด้านรถยนต์ EV กำลังนำแบตเตอรี่ลิเทียมฟอสเฟตรุ่นใหม่ของปี 2020 มาใช้ใน Tesla Model 3 ซึ่งจะทำให้รถระบบไฟฟ้ามีราคาต้นทุนอยู่ในระดับเดียวกันกับรถยนต์ ICE แบตเตอรี่รุ่นใหม่จะมีอายุการใช้งานสองถึงสามเท่าจากรุ่นก่อนหน้า และคาดว่าจะวิ่งได้ถึง 1.6 ล้านกิโลเมตรต่อหนึ่งลูก จากเดิมที่อยู่ในระดับ 320,000 กิโลเมตรเท่านั้น นับว่าปี 2020 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรถยนต์ EV เลยดีเดียว จึงมั่นใจได้เลย 100% ว่าต่อจากนี้จะเป็นขาขึ้นแบบยาว ๆ

เมื่อแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ Tesla ร่วมพัฒนากับบริษัท CATL ของจีนออกสู่ตลาด และทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในระดับเดียวกันกับรถยนต์สันดาปได้จริง เราคงจะได้เห็นสถานีชาร์จไฟผุดขึ้นตามข้างทางอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ก็ถือว่านวัตกรรมบนท้องถนนชนิดนี้เติบโตขึ้นมาแบบก้าวกระโดด และยังคงพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นวัตกรรมรถยนต์น้ำมันผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ารถ EV จะขึ้นแท่นอันดับหนึ่งได้ในอนาคตหรือไม่ เพราะคำตอบคือมาแน่ แต่ตอนนี้ยังต้องรอให้ราคาลงมามากกว่านี้สักหน่อย ซึ่งก็ไม่นานเกินรอคอย

Credit : https://pixabay.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save