ขนสัตว์เลี้ยงทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ เรื่องจริงหรือแค่เข้าใจผิด

การเลี้ยงสัตว์อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน แตกต่างกันที่ในปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ได้เปลี่ยนจากการเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านหรือให้อยู่เฉพาะบริเวณบ้าน มาเป็นการเลี้ยงสัตว์ในบ้านแบบใกล้ชิดมากขึ้น จนถึงขั้นนอนบนเตียงเดียวกันในหลายครอบครัว ขัดแย้งกับการเลี้ยงเด็ก ที่เราต่างทราบกันดีว่า ควรรักษาสุขอนามัยให้ดีที่สุด ต้องป้องกันเชื้อโรคและภูมิแพ้ที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยรอบตัว จนทำให้คนรักสัตว์ทั้งหลายเกิดความกังวลใจ ว่าขนสัตว์เลี้ยงแสนรักจะทำให้ลูกน้อยป่วยเป็นภูมิแพ้ได้หรือไม่ แล้วจะทำอย่างไรเพื่อหาทางออกที่ลงตัว

ทำความเข้าใจเบื้องต้น โรคภูมิแพ้ในเด็กคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภูมิแพ้ คือปฏิกิริยาภูมิไวเกินของร่างกาย เป็นการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้ามาในร่างกาย ซึ่งภูมิแพ้แบ่งได้เป็นหลายประเภทตามชนิดของสารก่อภูมิแพ้ โดยที่กระบวนการแพ้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายเคยได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นมาก่อน ร่างกายมีการจดจำสารก่อภูมิแพ้และสร้างสารภูมิคุ้มกันต่อต้านไว้ เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้อีกครั้ง อาการของโรคภูมิแพ้จึงปรากฏให้เห็น

โรคภูมิแพ้ในเด็กที่เกิดจากขนสัตว์แตกต่างจากภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ หรือไม่

โรคภูมิแพ้จากขนสัตว์ในเด็ก เป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่มีอาการแสดงออกเช่นเดียวกับภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ คือ ทำให้มีอาการคันตา ตาแดง ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก และมีผื่นแดงตามตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ระดับความรุนแรงของการแพ้ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากลูกน้อยมีอาการของโรคภูมิแพ้ดังกล่าวข้างต้น และยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง ก็จะไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าอาการภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากขนสัตว์เลี้ยง เพราะอาจเป็นภูมิแพ้จากไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ซากแมลงสาป หรืออาหารก็เป็นได้

ทำไมขนสัตว์จึงก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

แท้จริงแล้วภูมิแพ้ขนสัตว์ที่เข้าใจกันไม่ได้เกิดจากร่างกายต่อต้านขนสัตว์โดยตรง แต่เกิดจากการแพ้โปรตีนจากสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ หรือปัสสาวะ ที่ติดตามขนสัตว์เลี้ยง ดังนั้นขนสัตว์จึงเป็นเหมือนพาหะที่นำสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายเท่านั้น

อีกทั้งความเชื่อที่ว่า “ขนสัตว์สามารถเข้าไปสะสมในปอดจนก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้” ก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากกลไกของร่างกายสามารถกำจัดเส้นขนขนาดใหญ่ได้ตั้งแต่ในโพรงจมูกด้วยการจามแล้ว ทำให้โอกาสที่เส้นขนจะเข้าไปในหลอดลมและเนื้อปอดนั้นเป็นไปไม่ได้

จะทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็นภูมิแพ้ที่เกิดจากขนสัตว์

  1. เคยมีประวัติสัมผัสสัตว์มามากกว่า 1 ครั้ง หากเป็นการสัมผัสครั้งแรกแล้วมีอาการของโรคภูมิแพ้เกิดขึ้นมักไม่ใช่เป็นภูมิแพ้จากขนสัตว์ เนื่องจากร่างกายจะแสดงอาการของภูมิแพ้ได้ก็ต่อเมื่อเคยได้รับสารก่อภูมิแพ้มาก่อนหน้านี้
  2. สังเกตพบว่าอาการแย่ลงเสมอเมื่อมีการสัมผัสกับสัตว์ในครั้งต่อไป
  3. อาการหายไปเมื่อไม่ได้สัมผัสสัตว์เลี้ยงนาน 1-2 สัปดาห์
  4. ตรวจพบจากการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทดสอบภูมิแพ้บนผิวหนัง หรือการตรวจสารต่อต้านภูมิแพ้ในเลือด

ดังนั้นหากอาการภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นไม่สัมพันธ์กับข้อกำหนดข้างต้น ขนสัตว์อาจตกเป็นจำเลยโดยไม่ได้เป็นสาเหตุของภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นก็เป็นได้

หากตรวจพบว่าลูกเป็นภูมิแพ้ขนสัตว์จริง แต่ยังอยากเลี้ยงสัตว์ควรทำอย่างไร

ก่อนอื่นต้องพิจารณาถึงความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นก่อน ว่ามีความรุนแรงในระดับไหน หากเป็นภูมิแพ้ชนิดรุนแรงมาก แนะนำให้ทำใจเลิกเลี้ยงไปเลย เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงกับชีวิตได้ ในกรณีสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้แล้วร่างกายต่อต้านรุนแรงจนหายใจไม่ออก

แต่หากเป็นการแพ้ระดับน้อยหรือปานกลางอาจยังสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ โดยอาศัยการดูแลจัดการดังนี้

  1. เลือกเลี้ยงสัตว์ที่มีขนสั้น ไม่พลัดขน หากเป็นไปได้ควรเลือกเลี้ยงสุนัขมากกว่าแมว เพราะมีโอกาสทำให้เกิดภูมิแพ้น้อยกว่า
  2. อาบน้ำสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ เพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้บนตัวสัตว์
  3. งดการสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด เช่น นอนด้วยกันบนเตียง
  4. ใส่ผ้าปิดจมูก เสื้อแขนยาว ขายาว หรือถุงมือ ในกรณีที่ต้องการสัมผัสกับสัตว์อย่างใกล้ชิด และควรล้างมือหรืออาบน้ำให้สะอาดหลังสัมผัสสัตว์ทุกครั้ง
  5. พกยารักษาภูมิแพ้ติดตัวหรือติดบ้านไว้ตลอดเวลา ทั้งในรูปแบบของยากินและยาพ่น
  6. ปรึกษาคุณหมอเรื่องการทำวัคซีนภูมิแพ้ ในกรณีต้องการเลี้ยงสัตว์ในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า ภูมิแพ้ในเด็กจากขนสัตว์ เป็นสิ่งที่สามารถดูแลจัดการได้ ในกรณีที่ลูกน้อยเป็นภูมิแพ้ชนิดไม่รุนแรง แต่เหนือสิ่งอื่นใดควรวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนว่า อาการของภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก ขนสัตว์จริง ๆ ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ชนิดอื่น และคำกล่าวที่ว่า ขนสัตว์ทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ ก็จะไม่เป็นความจริงเสมอไป หากลูกของเราไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากขนสัตว์ ทั้งนี้ความกังวลและคำถามที่มีจะหมดไป ทั้งคุณ ลูกน้อย และสัตว์เลี้ยงก็จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข

Credit : https://pixabay.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save